
สธ.จับมือสถาบันผลิตแพทย์19แห่งรณรงค์หวัด
สธ.จับมือสถาบันผลิตแพทย์ 19 แห่งรณรงค์ หวัดใหญ่ 2009 พัฒนายาน้ำโอเซลทามิเวียร์สูตรสำหรับเด็กเล็ก 3 ขนาด
ที่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 4 พ.ย. นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมช.ศึกษาธิการ และ นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้หารือถึงความร่วมมือในโครงการระดมนักศึกษาแพทย์ ร่วมต้านไข้หวัดใหญ่ 2009
นายวิทยา ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ขอความร่วมมือกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการขยายความร่วมมือการรณรงค์ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์พบว่าปีนี้ฤดูหนาวมาเร็วกว่าปกติ จากเดิมที่คาดว่าอากาศจะเริ่มหนาวต้นเดือน ธ.ค. สำนักระบาดวิทยาประเมินว่าสภาพอากาศที่หนาวเย็น จะทำให้เชื้อไวรัสอยู่ในสภาพแวดล้อมได้นาน ทำให้แพร่เชื้อได้มากขึ้น จึงต้องเน้นย้ำให้ประชาชนป้องกันตัวไม่ให้ป่วยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการระบาดในช่วงระลอกแรก มีแนวโน้มลดลงทั้งการป่วยและเสียชีวิต
นายวิทยา กล่าวต่อว่า ในความร่วมมือครั้งนี้ สสส. จะสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการ โดยกระทรวงสาธารณสุข จะให้การสนับสนุนทางด้านข้อมูลวิชาการ จัดส่งผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา จากกรมควบคุมโรค ไปชี้แจงสถานการณ์ของโรคในระดับโลกและประเทศ ให้ทันเหตุการณ์ทุกขณะ รวมทั้งการให้ข้อมูลคำแนะนำการป้องกันโรค เพื่อเตรียมความพร้อมนักศึกษาแพทย์ทุกชั้นปีก่อนออกรณรงค์ให้ความรู้ประชาชน เป็นวัคซีนภาคประชาชน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดหรือวันที่มีค่ายกิจกรรมต่างๆ ของนักศึกษา จะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น และเพิ่มประสิทธิภาพระบบการป้องกัน เริ่มในวันพฤหัสบดีที่ 12 พ.ย.โดยจะอบรมแกนนำนักศึกษาแพทย์ และสาขาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ของมหาวิทยาลัยทุกแห่งในเขต กทม. ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ได้หารือกับนายแพทย์มงคล ณ สงขลา ประธานการรณรงค์ของ สสส. เตรียมระดมเครือข่ายที่เคยร่วมรณรงค์กับ สสส. เช่นแท็กซี่ รถเมล์ รถตู้ สายการบิน มาร่วมรณรงค์ครั้งใหญ่ เพื่อกระตุ้นเตือนประชาชนในการป้องกันตัวจากโรคไข้หวัดใหญ่ 2009
ด้านนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา ได้ลงนามความร่วมมือ กับ สสส. รณรงค์ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 เริ่มช่วงแรกตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมา ในกลุ่มบุคลากร นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และในช่วงที่ 2 จะร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีคณะแพทยศาสตร์ ซึ่งมีทั้งหมด 19 แห่ง อยู่ในสังกัด สกอ. 16 แห่ง กทม. 1 แห่ง กลาโหม 1 แห่ง และเอกชน 1 แห่ง มีนักศึกษาทุกชั้นปีเกือบ 10,000 คน โดยจะเริ่มในมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อม และขยายผลทั่วประเทศต่อไป นอกจากนี้จะให้มีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับสถานการณ์ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ด้วย
ที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี วันเดียวกัน นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมการเตรียมยาน้ำโอเซลทามิเวียร์ชนิดในน้ำเชื่อม รักษาเด็กเล็กที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 ว่า ในการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ระลอก 2 ซึ่งอาจเกิดขึ้นในฤดูหนาวนี้ กลุ่มเสี่ยงที่กระทรวงสาธารณสุขต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งมีประมาณ 8 ล้านคน ยาโอเซลทามิเวียร์ที่ใช้ทั่วโลกเป็นยาเม็ดแคปซูล ต้องกินอย่างเดียว ไม่มียาฉีด ไม่มีชนิดน้ำ โดยทั่วไปแล้วเด็กส่วนใหญ่จะกินยายาก โดยเฉพาะยิ่งยาที่มีรสขม กระทรวงสาธารณสุขจึงได้พัฒนายาโอเซลทามิเวียร์ชนิดชนิดน้ำเชื่อมสำหรับเด็ก โดยได้ให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ผลิตยาโอเซลทามิเวียร์ชนิดน้ำเชื่อม ขนาด 30 ซี.ซี. แต่มีข้อเสียคือยาอายุสั้นเพียง 10 วัน และต้องเก็บในตู้เย็น หากสต็อกยาจำนวนมากคราวเดียว จะทำให้งบประมาณสูญเปล่า เพราะยาหมดอายุเร็วใช้การไม่ได้ ดังนั้นจึงได้ปรับยุทธศาสตร์โดยให้งานเภสัชกรรมของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี พัฒนาสูตรตำรับยาโอเซลทามิเวียร์ในน้ำเชื่อม เพื่อรักษาเด็กที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นการเฉพาะ และถ่ายทอดให้ฝ่ายเภสัชกรรมโรงพยาบาลทั่วประเทศทั้งรัฐและเอกชนเป็นผลสำเร็จ มั่นใจว่าหากมีเด็กเล็กป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 ก็สามารถใช้ยาสูตรนี้รักษาเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
ด้าน นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าในการทำยาโอเซลทามิเวียร์ชนิดน้ำเชื่อมขนาด 10 มิลลิกรัมต่อ 1 ซีซี จะมี 3 ขนาดคือขนาด 30 ซี.ซี. 60 ซี.ซี. และ 120 ซี.ซี. ซึ่งยาชนิดน้ำนี้ หลังผสม สามารถเก็บไว้ได้ 10 วัน โดยเก็บในตู้เย็นและใส่ขวดสีชาไว้ ยาน้ำโอเซลทามิเวียร์ในน้ำเชื่อม จะทำให้เด็กกินง่ายขึ้น ไม่ขม โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เผยแพร่สูตรการรักษาให้โรงพยาบาลทั่วประเทศทั้งรัฐและเอกชนแล้ว
นพ.ไพจิตร์ กล่าวด้วยว่า สำนักระบาดวิทยาได้รายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในรอบวันที่ 18 – 31 ต.ค. มีผู้ป่วยยืนยันเสียชีวิตด้วยไข้หวัดใหญ่ 2009 เพิ่มจำนวน 2 ราย โดยมีภาวะเสี่ยงคือโรคประจำตัวและหญิงตั้งครรภ์ มารับบริการค่อนข้างล่าช้าทำให้ไม่ได้รับยาต้านไวรัสภายใน 3 วันหลังป่วย สรุปจำนวนผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย.เป็นต้นมารวม 184 ราย ไม่มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อน



