
อคติของสื่อ
สื่อสารมวลชน ควรทำหน้าที่เสนอความจริงอย่างตรงไปตรงมา มีศิลปะในการนำเสนอ ด้วยสติและปัญญาอันแยบยล ทั้งนี้โดยมุ่งมั่นสรรค์สร้างผลประโยชน์ปัญญา
สื่อมวลชนควรแยกการนำเสนอความเป็นจริง กับความคิดเห็น ออกจากกันให้ชัดเจน ไม่ควรนำความคิดเห็นมาปะปนกับความเป็นจริง จนผู้รับสื่อแยกไม่ออกว่า ส่วนใดคือความเป็นจริง และส่วนใดเป็นความคิดเห็น
ข้าพเจ้าเคยอ่านหนังสือรวบรวมพระไตรปิฎกบางส่วนของ “ธรรมรักษา” พระหลวงตา ผู้มีกุศลธรรมฉันทะ ในการศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านสรุปเนื้อหาพระไตรปิฎกไว้ฝนตอนต้น มีการอ้างที่มาไว้ตอนท้าย จากนั้นจึงเสนอส่วนที่เป็นความคิดเห็นของท่านไว้ด้านล่างอย่างชัดเจน
แม้ข้าพเจ้าจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดเห็นตอนท้ายพระไตรปิฎกเท่าใดนัก แต่ก็ยินดีรับหนังสือของท่านมาอ่านหลายเล่ม เพราะชอบในส่วนที่ท่านสรุปพระไตรปิฎกด้านบนดังกล่าวแล้ว ยังได้ใช้เป็นแหล่งค้นหาพระไตรปิฎกชุดใหญ่อีกด้วย
ในการทำงานด้านสื่อของเราท่านทั้งหลาย กล่าวคือ เน้นนำเสนอเรื่องส่วนรวมมากกว่าการนำเสนอเรื่องส่วนตัว ไม่นำความชอบ หรือความไม่ชอบส่วนตัวเป็นที่ตั้ง โดยที่ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ มักนำเสนอว่า ชาวพุทธควรจะยึดถือคำ สอนของพระพุทธเจ้า มากกว่าการให้ความสำคัญของคำสอนครูบาอาจารย์ หรือหลวงพ่อ หลวงปู่ หลวงตา ทั้งหลาย เป็นหลัก ดังที่เห็นและเป็นอยู่ตามสำนักต่างๆ ในเมืองไทย กลายเป็นว่าชาวพุทธนับถือคำสอนของครูบาอาจารย์ มากกว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นแบบ “อาจาริยวาท” มากกว่า “พุทธโอวาท”
ความเชื่อของพุทธในเมืองไทย จึงไม่ค่อยมีเอกภาพ ขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เต็มไปด้วยฉันทาคติ (ลำเอียงเพราะชอบ) ต่อสำนักครูบาอาจารย์ที่ตนเคารพนับถือ มักนำไปสู่ “โมหาคติ” (ลำเอียงเพราะหลง) ต่อคำสอน โดยไม่มีหลักเทียบเคียง ตามพระธรรมวินัยแห่งพระไตรปิฎก มีผลข้างเคียงไปสู่ “โทสาคติ” (ลำเอียงเพราะชัง) ต่อคำสอนต่างสำนักไปเสียด้วย
ส่วน “ภยาคติ” (ลำเอียงเพราะกลัว) ต่อการสัมผัสความจริงอย่างตรงไปครงมานั้น เห็นจะไม่ต้องพูดถึง
รวมความว่า อคติ ๔ ประการ นั้นเป็นเรื่องที่สมควรให้ความใส่ใจไกลห่างอย่างยิ่งสำหรับคนทำงานด้านสื่อมวลชน และด้านการให้ความรู้ และความจริง อันเป็นการเจือจานอาหารใจ แก่สมาชิกในสังคมส่วนรวม
ถ้า “ลำเอียง” มากไป ใจล่มลอยเรือเหนือสังคม ดีกว่า “ลำเอียง” น้ำเข้าในนาวา มินานช้าล่มจมสังคมไทย
"ท่านจันทร์"
www.prajan.com



