
ปวดทุกเดือน
ปวดประจำเดือน เป็นอาการที่พบได้บ่อยในหญิงวัยเจริญพันธุ์
พบได้ประมาณ 50-70% ส่วนใหญ่เมื่อมีอาการปวดเล็กน้อย ปวดไม่นาน มักคิดว่าเป็นธรรมดาของสตรี ส่วนน้อยประมาณ 10% มีอาการปวดรุนแรงจนต้องหยุดงานหรือหยุดเรียน ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติเป็นเวลา 1-3 วันของทุกๆ เดือน ในคนที่มีความอดทนสูง อาจยังคงทำงานได้ แต่คุณภาพของงานจะลดลงและเสี่ยงต่ออุบัติเหตุเพิ่มขึ้น
อาการปวดประจำเดือน แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ
1.ปวดประจำเดือนปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea) เป็นอาการปวดเนื่องจากมดลูกหดรัดตัวระหว่างมีประจำเดือน โดยตรวจไม่พบพยาธิสภาพในช่องเชิงกราน ลักษณะปวดมักเป็นบริเวณท้องน้อย ปวดมากใน 12 ชั่วโมงแรก อาการปวดมักเป็นประมาณ 48-72 ชั่วโมง บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียร่วมด้วย ในรายที่มีอาการปวดมากกว่า 3 วัน ให้สงสัยว่าคงเป็นจากสาเหตุอื่นมากกว่า
2.ปวดประจำเดือนทุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea) เป็นอาการปวดจากพยาธิสภาพของโรคในช่องเชิงกราน ที่พบได้บ่อย ได้แก่ โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกมดลูก พังผืดหรือการอักเสบในช่องเชิงกราน
สามารถรักษาได้ด้วยยาแก้ปวดหรือยาคุมกำเนิดในรายปวดประจำเดือนปฐมภูมิ กรณีปวดประจำเดือนทุติยภูมิ จำเป็นต้องรักษาตามสาเหตุของโรค โดยอาจรักษาด้วยยาหรือรักษาด้วยการผ่าตัด การผ่าตัดผ่านกล้องเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและได้รับการพัฒนาอย่างมาก เป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษา โดยมีข้อดีหลายประการ คือ แผลมีขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตร ปวดแผลน้อย เสียเลือดน้อย แผลหายเร็ว ฟื้นตัวเร็ว โดยนอนพักแค่ 1-2 วันก็สามารถกลับไปทำงานตามปกติ จึงเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน
โรคที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีการปวดประจำเดือนที่ผิดปกติ
1.เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ สามารถแบ่งเป็น 3 ขนิดย่อยคือ
- ช็อกโกแลตซีสต์ จะเกิดเฉพาะที่รังไข่ จึงเรียกว่า ช็อกโกแลตซีสต์
- จุดเลือดออกในอุ้งเชิงกราน ส่องกล้องเข้าไปดูในท้องว่ามีจุดเลือดออกหรือไม่บางครั้งใช้การตรวจภายในช่วย เพื่อดูจุดที่เจ็บการใช้อัลตราซาวด์ไม่สามารถเห็นได้ ชนิดที่อยู่ในกล้ามเนื้อมดลูก มีอาการปวดท้องมาก เลือดออกกะปริดกะปรอยหรือออกมากผิดปกติ อาจต้องได้รับการผ่าตัด
2.เนื้องอกของกล้ามเนื้อมดลูก ก้อนเนื้องอกแทรกอยู่ในกล้ามเนื้อมดลูกเวลามีประจำเดือนมดลูกจะบีบตัวเพื่อขับเลือดออกมา
3.ปีกมดลูกอักเสบ เกิดจากการติดเชื้ออุ้งเชิงกรานอักเสบ มีอาการตกขาวบ่อย เป็นทั้งช่วงที่มีหรือไม่มีประจำเดือน ถ้ามีประจำเดือนอาการปวดท้องจะมากขึ้น
อย่างไรจึงเรียกว่าประจำเดือนมามาก
คำว่า มามากในที่นี้คือ จำนวนวัน เลือด อาจจะมามากกว่าเดิม ซึ่งโดยปกติประจำเดือนของผู้หญิงจะมา 3-7 วันสังเกตได้ง่ายๆ จากการใช้ผ้าอนามัย เฉลี่ย 3-5 ผืน ในช่วงวันที่มามากคือปกติ หรือประจำเดือนมาเป็นก้อนเลือดหรือน้ำ ถ้าเป็นก้อนเลือดแสดงว่าเลือดออกเยอะประจำเดือนมามาก ซึ่งปริมาณที่เยอะนี้อาจจะบ่งบอกได้ว่าเราเป็นโรคอยู่ การมาแบบกะปริดกะปรอย คือการมีประจำเดือนที่อาจจะมากกว่า 1 ครั้งต่อเดือน การที่ประจำเดือนมากะปริดกะปรอยนั้น ยังต้องตรวจจำแนกอีกว่าเป็นการตั้งครรภ์หรือโรคทางนรีเวช อาการส่วนใหญ่จะเกิดจากฮอร์โมนที่สร้างจากรังไข่ผิดปกติ มีติ่งเนื้อในโพรงมดลูก สามารถตรวจหาอาการผิดปกติได้ด้วยอัลตราซาวด์ ส่องกล้องดูโพรงมดลูก
โรงพยาบาลพญาไท โทร.1772



