ไลฟ์สไตล์

รอบเอว ช.> 90 -  ญ.> 80 เสี่ยงเบาหวาน

รอบเอว ช.> 90 - ญ.> 80 เสี่ยงเบาหวาน

02 พ.ย. 2552

องค์การอนามัยโลกกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี เป็น “วันเบาหวานโลก”

   เพื่อให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกร่วมรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนในการป้องกันตัว เพราะโรคนี้ถือเป็นมหันตภัยเงียบ คร่าชีวิตประชากรโลกปีละเป็นล้านคน แค่ปี 2548 ปีเดียว เป็นโรคเบาหวานตายไปแล้วถึง 1.1 ล้านคน เฉลี่ยนาทีละ 2 คน และมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 180 ล้านคน
 โรคเบาหวาน คือ การที่ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นสูงกว่าปกติ ในสภาพร่างกายที่สมบูรณ์นั้น ตับอ่อนจะผลิตฮอร์โมนที่เรียกว่าอินซูลิน ซึ่งมีหน้าที่ในการเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงาน ในกรณีที่เกิดโรคเบาหวาน ตับอ่อนไม่ผลิตอินซูลิน (เบาหวานประเภท 1) หรืออินซูลินไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ร่างกายต่อต้านการทำงานของอินซูลิน (เบาหวานประเภท 2) ซึ่งจริงๆ แล้วโรคเบาหวานประเภท 2 เป็นชนิดที่เป็นกันมากที่สุด ซึ่งคิดเป็นจำนวนถึง 90% ของจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมด
 โรคเบาหวานยังเป็นสาเหตุของการเพิ่มระดับไขมันในเลือด (คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์) โรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวานยังรวมถึงการเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด, การหมุนเวียนของเลือดที่ไม่เพียงพอและทำให้เสี่ยงต่อการถูกตัดอวัยวะ, ลดการมองเห็นและเกิดอาการไตวาย

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน
 - คุณมีครอบครัวที่มีประวัติป่วยด้วยโรคเบาหวานประเภท 2
 - คุณมีพัฒนาการของโรคเบาหวานระหว่างการตั้งครรภ์ (เบาหวานจากการตั้งครรภ์)
 - คุณมีภาวะน้ำหนักเกิน
 - คุณออกกำลังกายน้อยมากและปกติเป็นคนไม่กระฉับกระเฉง
 - คุณเป็นผู้สูงวัย (1 ใน 5 ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีเป็นเบาหวานประเภท 2)
 
สัญญาณ
 โดยปกติโรคเบาหวานประเภท 2 จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และคนส่วนมากมักไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคนี้จนกระทั่งเกิดอาการของโรคแทรกซ้อนต่างๆ
 อาการของโรคเบาหวานประเภท 2 ส่วนมากที่รู้กัน คือ อาการกระหายน้ำมาก, ปัสสาวะบ่อย, หิวบ่อย, น้ำหนักตัวลดลง, ไม่มีเรี่ยวแรง, เห็นภาพไม่ชัด, บาดแผลหรือรอยถลอกต่างๆ หายช้า, เกิดอาการชาหรือหมดความรู้สึกตามมือหรือเท้า, มีการติดเชื้อเรื้อรังตามบริเวณผิวหนัง, เหงือก, ช่องคลอด หรือ ทางเดินปัสสาวะ

หากพบว่าน้ำตาลในเลือด 112 มก./ดล. ควรดูแลตนเองอย่างไร
 หากคุณพบว่า เริ่มมีน้ำตาลสูงเล็กน้อย คือ มากกว่า 100 มก./ดล. ควรเริ่มใส่ใจตัวเอง เปลี่ยนแปลงวงจรชีวิตประจำวันใหม่ ปรับการดูแลตนเองมาเป็นความสำคัญอันดับ 1 ลดการทำงานเป็นอันดับ 2 ใช้เวลาว่างในการออกกำลังกาย และปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาป้องกันเบาหวาน
 คู่มือป้องกันโรคเบาหวานของสหพันธ์เบาหวานโลกระบุไว้ว่า การมีไขมันบริเวณรอบเอว (ท้องน้อย) อยู่เป็นจำนวนมากนั้น อาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน ตรวจสอบความเสี่ยงของคุณโดยการวัดขนาดรอบเอวด้วยการใช้สายวัด วางสายวัดให้อยู่กึ่งกลางระหว่างขอบล่างของกระดูกซี่โครงซี่ล่างสุดและกระดูกสะโพกส่วนบน เส้นรอบเอวของผู้ชายควรมีขนาดน้อยกว่า 90 ซม. หรือของผู้หญิงควรน้อยกว่า 80 ซม. จึงจะถือว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานต่ำ
 
ลุกจากที่นอน...เคลื่อนไหวบ้าง
 1.การออกกำลังกายแบบแอโรบิก แนะนำให้ทำอย่างน้อย 5 ครั้งต่ออาทิตย์ ประมาณ 30 นาทีต่อวัน
 2.การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ-ร่างกายสามารถเผาผลาญแคลอรีได้มากกว่าและปรับปรุงความสามารถของร่างกายเองเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด เช่น ยกน้ำหนัก
 3.การยืดเหยียดช่วยให้ข้อต่อมีความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงจากการได้รับบาดเจ็บระหว่างการออกกำลัง
 การเพิ่มกิจกรรมทางด้านร่างกายไม่ได้หมายถึงการต้องเข้าสถานที่ออกกำลังกายหรือสโมสรกีฬา การเปลี่ยนแปลงลักษณะการดำเนินชีวิตประจำวันเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดความแตกต่างได้ ทำไมไม่เดินไปทำงานหรือร้านค้าล่ะ? หรือไม่ก็ทำสวน? หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของเด็กๆ หรือลูกหลานของคุณที่ต้องใช้ความคล่องแคล่วว่องไวของร่างกาย หรือใช้บันไดแทนการใช้ลิฟต์หรือบันไดเลื่อน หรือเดินขึ้นลงบันไดเลื่อนบ้างก็ได้
ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อกรุงเทพ
โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร.1719
-------------------