ไลฟ์สไตล์

ซ้อม

ซ้อม

02 พ.ย. 2552

ฉันมองเห็นความงดงามของการอยู่เป็นโสดได้เสมอ จะงามมากงามน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าคันมากคันน้อย! ยิ่งช่วงที่ต้องโหมงานหนักจนไม่มีเวลาหลับเวลานอน หรือ จะหันไปโรแมนติกกับใครเนี่ยแหละ ยิ่งรู้ซึ้งและเห็นคุณค่ามหาศาลของความโสด มันลอยตัวอิสระไร้พันธะและภาระจริงๆ ไม่ต

 “ก็เราทำเพื่อใคร? เพื่ออะไร? ...สิ่งนั้นแหละคือกำลังใจ” งานของฉันทำเพื่อคนดูคนฟัง...นั่นก็คือกำลังใจอย่างแท้จริง

 ในเมื่อฉันเป็นผู้หญิงพิเศษกว่าธรรมดาตรงที่ว่า “ต้องพึ่งตัวเอง” ไม่มีใครจะมาคอยดูแลเอาใจใส่ หรือ ให้ซบหลังพิงไหล่ในเวลาที่เราต้องการ ดังนั้นฉันจึงต้องคิดในขั้นกว่า  ไกลกว่าที่ใครเขาคิดกัน จะเรียกว่าหาเหตุผลให้ตัวเองก็คงได้

 กลับมาจากซ้อมคอนเสิร์ตเปิดประตูเข้ารัง (คอนโด) วางกุญแจลงอย่างหมดแรงเพิ่งได้นั่งพักก็เวลานี้แหละ ...ทำไมมันเงี้ยบเงียบ (วะ) ก็ใช่น่ะเซ่ ฟังเสียงตัวเองแหกปากร้องมาทั้งวัน หันไปเจอหม้อตั้งอยู่บนเตา 2 ใบ กับห้องสะอาดสะอ้าน พี่น้องของฉันคงมาทำความสะอาดให้เหมือนเคย เปิดฝาหม้อออก... น้ำตาจะไหล

 “แกงจืดมะระใส่กระดูกหมูของแม่”

 กินตั้งแต่เด็กจนแก่...แม่ไม่รู้หรอกหรือว่า หนูเบื่อ! แม่ว่ามันแก้ร้อนใน บำรุงอะไรสักอย่าง กลัวแม่เสียใจ ยังไงก็ต้องกินให้หมดอยู่ดี  แล้วนี่อะไรล่ะอีกหม้อ น้ำดำๆ กลิ่นไม่น่าภิรมย์เท่าไหร่ แต่จำกลิ่นได้ว่าเป็นยาจีนไว้บำรุงเสียง

 นี่ยังไม่นับรวมรังนกตุ๋นอีกหม้อ ที่ค้างอยู่ในตู้เย็นมาจะครบอาทิตย์อยู่แล้ว อภินันทนาการจากเตี่ยที่ลงทุนไปเกือบหมื่นกับรังนกแท้หม้อเล็กๆ นั่น ...จะแพงไปไหนเนี่ย! รู้แล้วนิสัยใจถึงของฉันได้มาจากใคร

 ความรักของครอบครัวฉันบางทีมันคล้ายกับคนพายเรือในอ่าง วนไปก็วนมา แต่ข้อดีของมันคือ...ไม่เคยหมดและไม่รู้จักจบสิ้น มันทำให้ฉันแกร่งในทุกที่ แม้เวลาที่ต้องอยู่คนเดียว สู้คนเดียว ลุยคนเดียว และ ล้มคนเดียว ที่สุดแล้วฉันก็ฮึดแล้วลุกขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องให้ใครช่วย ...พลังจากความรักของครอบครัวมันชาร์จอยู่ในตัวฉันและพร้อมใช้เสมอ

 เมื่อตอนบ่าย ‘เคน’ ธีรเดช กับ ‘หน่อย’ บุษกร แวะมาซ้อมตามคิวในฐานะแขกรับเชิญพิเศษ (หน้าตาดีเป็นพิเศษ) ของคอนเสิร์ต 'My Name is Kim' ทั้งฉันและวงทาเคชิที่ไม่เคยตื่นเต้นอะไรไม่ว่าใครจะเก่ง หรือ เลิศเลอเพอร์เฟกท์ขนาดไหน มาตอนนี้ลนลานวึ่นวือเสียยิ่งกว่า แต่ละคนเตรียมกล้องถ่ายรูปกันให้จ้าละหวั่น หลังจากที่ไปดู ‘รถไฟฟ้ามาหานะเธอ’ กันมาจนครบทั้งวง พอถึงเวลาที่เคยเดินเข้ามาในห้องซ้อมทุกคนมองหน้ากันราวกับไม่เคยเห็นหน้าพวกเดียวกันมาก่อน

 ‘ขี้เหร่โคตรๆ เลยพวกเรา!’ นึกในใจโดยมิได้นัดหมาย ธรรมดาก็ว่าแย่แล้ว พอหล่อระดับเทพลงมาเทียบ แต่ละคนก็หน้าแย่ยิ่งกว่าเก่า นักดนตรีที่เคยนั่งประจำที่ตามเครื่องดนตรีกลับลุกจากที่ ดูอลหม่านเวิ่นเว้อกันสุดๆ มะรุมมะตุ้มห่อหุ้ม เคน จนมองไม่เห็นตัว

 “ทีตูร้องไม่เคยเห็นมุงกัน” ฉันเปรยขึ้นมาลอยๆ

 ฉันซึ่งนั่งใกล้เขาที่สุด (เอางานบังหน้าสุดๆ เหมือนกัน) พยายามมองหาตำหนิในใบหน้าจนถึงใบหู ก็ไม่เจอ หล่อขั้นเทพมันเป็นแบบนี้นี่เอง นี่ขนาดเขาปล่อยตัวตามสบาย แต่งตัวง่ายๆ เชิ้ตแขนสั้นสีฟ้ากับกางเกงยีน แค่นี้ก็หล่อลาก...ลาก แอบหันไปค้อน "หน่อย" บุษกร 2-3 วง ไม่รู้ทำบุญด้วยอะไรมาถึงได้มีสามีหล่อและดังขนาดนี้

 เคน คุยเล่นและหัวเราะกับพวกเราอย่างเป็นกันเอง จนพวกเราแอบคิดอีกว่า หน้าอย่างพวกเราเขาก็คุยด้วยเว้ย! จิ๊บ แอบกระซิบข้างหูฉันว่า...

 “ไม่รู้เขากินอะไรตอนเด็กนะพี่ จะได้ให้ลูกกินมั้ง”

 “คิดช้าไปรึเปล่าไอ้จิ๊บ ออกมาหน้าเหมือนแกยังกับแกะ แถมกลิ่นปากก็ได้มาจากพ่อ จะให้มันกินขี้หรือกินตามเคน ก็ไม่ช่วยแล้วแหละ” ไอ้จิ๊บหุบยิ้มแทบไม่ทัน ต้องคอยกระชากอารมณ์ไว้ก่อนที่จะเพ้อไปกันใหญ่

 “หล่อขนาดนี้ผมว่าเขาไม่ควรเดินแล้วนะ ผมว่าเขาน่าจะบินมากกว่า” ไอ้จิ๊บยังเพ้อถึงความหล่อของเคนไม่จบ นี่ถ้าเคนบินพวกเราคงคลานอยู่ใต้ดินแล้วแหละ

 “ถ้าน้าหยาม (มือกีตาร์ในวงที่หน้าเหมือนคนตาบอด) เป็นเพื่อนกับเคนแล้วเดินห้างคู่กัน คนคงหันมองกันเนอะ” จิ๊บยังเม้าท์ต่อ

 “อือ...มองว่า นรก กับ สวรรค์ ทำไมมันอยู่ติดกัน ใครๆ คงคิดว่ามากับคนขับรถ หรือไม่ก็คิดว่า เคน ช่วยจูงคนตาบอด” เรื่องดับฝันฉันถนัด!

 ขณะที่พวกเรากำลังวิพากษ์วิจารณ์เขาในระยะเผาขน เขาก็ยังคงทำตัวตามธรรมชาติ (ธรรมชาติที่หล่อทุกๆ องศา) เสียงหัวเราะและอากัปกิริยาของเขาเหมือนเด็กๆ (เขาชอบยกมือขึ้นถูหน้าถูตาจนหน้ายุ่งหัวยุ่งก็ยังหล่อ เฮ้อ!) มันคนละคนกับที่อยู่ในจอแบบที่พวกเราวาดภาพไว้ตั้งแต่ต้น

 ง่ายๆ สบายๆ แต่ยังไงก็หล่อ…นั่นแหละ "เคน" ธีรเดช สิ่งที่พวกฉันซ้อมให้เขาก็ไม่รู้จะออกมาเป็นอย่างไรในวันจริง ใครอยากรู้ก็มาดูเองละกัน นี่แค่รอบซ้อม… ซ้อมขายของเฉยเลย…ว้า…า!

เจนนิเฟอร์ คิ้ม