
แขกรับเชิญ - หัวใจของการแสดงคือการไม่แสดง
ไม่แสดงแล้วมันแสดงยังไง งงใช่มั้ย เข้าใจว่าไม่เข้าใจ แต่ก็ขอให้อ่านต่อไป
เริ่มต้นที่บทเรียนการแสดงง่ายๆ จากกองถ่ายละครเรื่อง “ดิ๊กกี้ที่รัก”
-เปิดภาพที่ดิ๊กกี้หมาพันธุ์อัลเซเชี่ยนกำลังกระโดดไล่กัดแมวจนพลาดตกลงมาจากดาดฟ้าของบ้าน
จันทน์กะพ้อ (กรีดร้องอย่างโหยหวน) กรี๊ด......ดดดดด
-จันทน์กะพ้อแทบช็อกเมื่อเห็นดิ๊กกี้ตกลงมากระอักเลือดตายต่อหน้าต่อตา
จันทน์กะพ้อ (แทบคลั่ง) ไม่........
-จันทน์กะพ้อถึงกับเข่าทรุดตรงหน้าร่างดิ๊กกี้
จันทน์กะพ้อ (น้ำตาไหลเป็นสาย) โธ่...ดิ๊กกี้ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ...
-แล้วเธอก็เริ่มตีอกชกหัวตัวเอง
จันทน์กะพ้อ ไม่มีดิ๊กกี้แล้วฉันจะอยู่ต่อไปยังไง
-จันทน์กะพ้อลงไปเกลือกกลิ้งกับพื้นเหมือนโลกจะสลาย
ผู้กำกับฯ (เสียงดังลั่น) คัท......ทททท (เดินมาหาจันทน์กะพ้อด้วยความฉุนเฉียว)
ใครบอกให้คุณเล่นแบบนี้หะ แค่หมาตายฟูมฟายหยั่งกะญาติผู้ใหญ่เสีย
จันทน์กะพ้อ (หงุดหงิด ) หมาตัวเอกของเรื่องตาย ก็ต้องบีบคั้นหัวใจคนดูหน่อยซิคะ ผู้กำกับ นี่มันเรื่องดิ๊กกี้ที่รักไม่ใช่เหรอคะ
ผู้กำกับฯ ใช่...ดิ๊กกี้ที่รัก แต่มันเป็นที่รักของใคร
จันทน์กะพ้อ ......ของเจ้านายจันทน์กะพ้อ
ผู้กำกับ ฯ ถูกต้อง.....ดิ๊กกี้ที่รักของนาย ไม่ใช่ของคนใช้ อย่าลืมซิว่าอีจันทน์น่ะ
เกลียดไอ้ดิ๊กกี้ขนาดไหน มันแอบวางยาเบื่อดิ๊กกี้มาตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้ว
จันทน์กะพ้อ แต่ในบทบอกให้จันทน์กะพ้อร้องไห้นี่คะ
ผู้กำกับฯ ใช่...ร้องไห้ แต่ร้องไห้ เพราะถ้าเจ้านายกลับมาเห็นว่าไอ้ดิ๊กกี้ที่รักของ
เขาตาย อีจันทน์ได้หมดที่ซุกหัวนอนแน่ เข้าใจรึยัง?
จันทน์กะพ้อ ?!...............
โถ...โถ...โถ...น่าสงสารน้องจันทน์กะพ้อ อุตส่าห์ทุ่มแรงใจแรงกายใส่พลังเกินร้อยอุทิศให้แก่ซีนดราม่าของเรื่องกลับโดนผู้กำกับฯ ดุซะได้ แต่นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่หยิบยกมาให้เห็นกันจะๆ ว่าหลายๆ ครั้งปัญหาของนักแสดงเกิดจากการพยายามที่จะแสดงจนเกินไป
นักแสดงบางคนพยายามจะโชว์ความสามารถทางการแสดงให้คนดูเห็นมากกว่าจะเป็นตัวละคร เพราะฉะนั้นสมาธิที่ควรจะให้แก่กระบวนการสร้างความเชื่อในการเป็นตัวละครกลับถูกเบี่ยงเบนไปที่การทำให้คนดูรัก คนดูชอบแทน จันทน์กะพ้อก็เป็นคนหนึ่ง ซึ่งมีความเชื่อ ว่าถ้าร้องไห้ฟูมฟายเวลาเล่นละครจะได้รับการยกย่อง ว่าเป็นนักแสดงที่มีความสามารถ ทั้งๆ ที่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าตัวละครเป็นใคร ทำอะไร และเพื่ออะไร ในเมื่อจันทน์กะพ้อเป็นคนใช้ที่เกลียดดิ๊กกี้เข้าไส้ย่อมไม่มีทางที่จะมาตีโพยตีพายจากการตายของหมาตัวนี้เด็ดขาด แต่ควรร้องไห้ด้วยความกลัวว่านายจะเฉดหัวออกจากบ้านไป เพราะไม่ดูแลหมาที่รักของเขาให้ดี นี่คือความแตกต่างที่ต้องระวัง เพราะการร้องไห้เพราะเสียใจที่หมาตาย กับการร้องไห้เพราะกลัวว่าจะเสียงานย่อมต่างกัน
มีความเข้าใจผิดๆ หลายอย่างเกี่ยวกับการแสดง เพราะหลายคนคิดว่าการแสดง คือการเสแสร้งแกล้งทำ ไม่ใช่ความจริง ก็เลยต้องมาทำความเข้าใจกันว่าแท้ที่จริงแล้ว “acting” หรือ ”การแสดง” ที่เราชอบพูดทับศัพท์นั้นมาจากคำว่า “to act” ซึ่งแปลว่า “ทำ” นั่นหมายความว่าเวลาเล่นละครนั้นนักแสดงจะต้องพูดอย่างตัวละครพูด ทำอย่างตัวละครทำ และคิดอย่างตัวละครคิด ต้องรู้จักตัวละครอย่างลึกซึ้งทุกแง่มุมชีวิตราวกับรู้จักญาติพี่น้องหรือคนใกล้ตัวจนสามารถมองโลกผ่านสายตาของตัวละครได้ นั่นจึงจะนำพานักแสดงไปสู่การแสดงที่จริงใจ ไม่ต้องคอยตีหน้า ถลนตา ทำท่าใส่อารมณ์ ประดิษฐ์เสียงสูงต่ำดังค่อยจนขาดความสมเหตุสมผล
การแสดงอย่างจริงใจเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะจะทำให้การแสดงน่าเชื่อถือ น่าติดตาม น่าประทับใจจนทำให้คนดูคล้อยตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ และความจริงใจในการแสดงนี่ล่ะที่ทำให้นักแสดงเชื่อจริง รู้สึกจริง คิดจริง ทำจริง ราวกับสวมวิญญาณคนอื่น เมื่อนักแสดงได้กลายร่างเป็นตัวละครได้อย่างหมดจดหมดใจแล้ว เขาก็แค่ปล่อยตัวให้โลดแล่นไปตามสถานการณ์ของเรื่องโดยไม่ต้องพยายามแสดง ซึ่งเท่ากับว่าเขาได้กุม หัวใจของการแสดงคือการไม่แสดง ไว้แล้วด้วยประการฉะนี้..........
ปล.เพื่อทดสอบว่าคุณเข้าใจเกี่ยวกับการแสดงดีขึ้น(บ้าง)แล้ว กรุณากลับไปอ่านบทละครข้างบนอีกครั้งว่าคุณเข้าถึงตัวละครขึ้นกว่าเดิม(บ้าง)หรือไม่
ปาจรีย์ ดียวดยิ่ง



