ไลฟ์สไตล์

ผักผลไม้ไทยในโลกยุคใหม่

ผักผลไม้ไทยในโลกยุคใหม่

02 พ.ย. 2552

เมื่อปีที่แล้ว มีผลการวิจัยเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการศึกษาเปรียบเทียบสถานภาพด้านการผลิต การแปรรูป การค้า การวิจัยและพัฒนาผักและผลไม้ไทยและต่างประเทศ ซึ่งมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านพืชสวนและสาขาที่เกี่ยวข้องจากมหาวิทยาลัยต่างๆ 4 แห่ง ร่วมกันจัดทำขึ้นโดยการสนับส

 เนื้อหาในรายงานฉบับนี้มีหลายอย่างที่น่าสนใจมาก และสามารถใช้ประกอบการจัดทำเป็นนโยบายได้ดี ถ้าผู้กำหนดนโยบายเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ รายงานดังกล่าวเป็นการเปรียบเทียบสถานภาพของประเทศต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงเราอย่างเช่น ออสเตรเลีย จีน ไต้หวัน อินเดีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอีกหลายประเทศ โดยมองเชิงเปรียบเทียบกับประเทศไทยด้านต่างๆ เนื้อหาของรายงานจึงมีมากถึง 200 กว่าหน้า

 ดังนั้น ผมจึงอยากนำสาระสำคัญมาสรุปให้เห็นว่าประเทศไทยเราจะยืนอยู่ในเวทีการแข่งขันระดับโลกที่มีคู่แข่งขันจำนวนมากนี้ได้อย่างไร และเราจะต้องปรับตัวอะไรบ้างจึงจะอยู่รอดได้

 ความจริงองค์ประกอบของการค้าการขายผักและผลไม้หรืออาหารอื่นๆ ก็คงไม่แตกต่างกัน นั่นก็คือมีผู้บริโภค ผู้ผลิต ผู้แปรรูป และผู้ที่ทำธุรกิจค้าขายของเหล่านี้ แล้วยังมีเรื่องของการเมืองและกฎระเบียบต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นอันมาก ซึ่งมีทั้งส่วนที่ส่งผลทางบวกและลบแก่อุตสาหกรรมผักและผลไม้ของไทยเรา

 อย่างแรกเลยก็คือผู้บริโภค ในโลกยุคใหม่ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของข้อมูลข่าวสาร ทำให้พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิม อย่างเช่นเน้นความหลากหลายของอาหารมากขึ้น

 ที่สำคัญคือ เน้นที่ความเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและคุณค่าทางอาหาร โดยมีความกลัวพิษภัยต่างๆ มากขึ้น นอกจากนี้ความที่วิถีชีวิตเปลี่ยนไป โดยใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่นอกบ้านเพื่อการทำงาน ดังนั้น การกินอาหารนอกบ้านจึงเป็นเรื่องปกติ โดยไม่มีเวลาปรุงอาหารเอง จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่อาหารประเภทพร้อมกิน เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น

 ที่สำคัญคือ โดยทั่วไปคนจะบริโภคผัก ผลไม้มากขึ้น แต่มีข้อสังเกตคือ คนไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย อินเดีย มีการบริโภคผักและผลไม้น้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ตรงจุดนี้เองที่น่าจะเป็นช่องทางหนึ่งของประเทศไทยในการรณรงค์ให้มีการบริโภคผักและผลไม้ไทยให้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้คงต้องนำมาวางเป็นนโยบายของภาครัฐ

 ดังนั้น สิ่งที่จะเป็นผลกระทบตามมาคือ หากมีการผลักดันให้คนไทยบริโภคผักและผลไม้มากขึ้นได้แล้ว ราคาผลผลิตในประเทศก็จะไม่ตกต่ำอย่างที่ผ่านมา รวมทั้งความจำเป็นในการพึ่งพาตลาดต่างประเทศก็จะลดน้อยลง ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างหนึ่งคือ เรื่องผักแช่แข็ง หรือผักสดแช่เย็น และผักแปรรูปต่างๆ คงสู้เรื่องราคากับจีนและเวียดนามไม่ได้

 เรื่องเหล่านี้เราต้องยอมรับความจริง และกำหนดนโยบายให้ถูกต้อง สิ่งที่ประเทศไทยจะทำได้คือ การรักษาตลาดเดิมไว้ให้ได้ โดยต้องมุ่งเน้นที่คุณภาพและความปลอดภัยเป็นหลัก และมุ่งที่ตลาดบน ซึ่งต้องการของคุณภาพสูงในราคาที่ยอมรับได้ เรื่องราวเกี่ยวกับสถานภาพผักและผลไม้ยังมีอีกมาก แล้วจะนำมาทยอยเล่าให้ฟังในคราวต่อไป

 ก่อนจะจบก็คงต้องแนะนำก่อนว่า ผู้ที่ศึกษาวิจัยเรื่องนี้มีใครบ้าง ท่านแรกคือ รศ.ดร.กมล เลิศรัตน์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ศ.ดร.จริงแท้ ศิริพานิช จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน รศ.ดร.จริยา วิสิทธิ์พานิช รศ.ดร.ดนัย บุณยเกียรติ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ รศ.ดร.อิทธิสุนทร นันทกิจ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง

 โดยแต่ละท่านล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียงในวงการพืชสวนและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ดังนั้น ผลงานที่ได้ร่วมกันทำชิ้นนี้ นับว่ามีประโยชน์อย่างมหาศาล หากมีผู้รู้จักนำไปใช้ครับ!

พีระเดช ทองอำไพ