ไลฟ์สไตล์

เปิดประมูล3จีต้องยึดประโยชน์ผู้บริโภค

เปิดประมูล3จีต้องยึดประโยชน์ผู้บริโภค

01 พ.ย. 2552

ในช่วงนี้เราจะได้ยินคำว่า "3 จี" หรือเทคโนโลยีเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เจเนอเรชั่นที่ 3 ค่อนข้างบ่อย เนื่องจากเป็นช่วงที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เตรียมจะเปิดประมูลการจัดสรรคลื่นดังกล่าวในเร็วๆ นี้ ซึ่งคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องเทคโนโลยีมากน

ก็อาจจะงงๆ กับคำว่า 3 จี อยู่ไม่น้อยว่ามันคืออะไร ก็พอจะอธิบายสั้นๆ ว่าเป็นเครือข่ายที่พัฒนาขึ้นอีกขั้นหนึ่งของโทรศัพท์จากที่ปัจจุบันอยู่ในยุค 2-2.5 โดยเครือข่าย 3 จี นี้ จะช่วยรองรับให้ระบบอินเทอร์เน็ตบนมือถือมีความสะดวก รวดเร็วมากขึ้นกว่ายุคปัจจุบัน เปรียบเสมือนมีอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์บนมือถือ

 แม้ กทช.จะประกาศว่าในต้นปี 2553 จะเปิดประมูลคลื่น 3 จี และทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว แต่ดูเหมือนอุปสรรคยังมีอยู่อีกมาก จนอาจทำให้การประมูลต้องล่าช้ากว่าที่ตั้งใจไว้ ทั้งที่ต้องยอมรับว่าไทยก้าวล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านมานานหลายปี โดยล่าสุด กทช.กำหนดเปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นการทั่วไปอีกครั้งในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 ก่อนประกาศหนังสือเชิญชวนเข้าร่วมประมูล (เอ็มไอ) เพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่นี้ได้ก่อนเดือนธันวาคมนี้

 หนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น เปิดเวทีสัมมนา "โอกาสและอุปสรรค 3G ในประเทศไทย" โดยผู้ร่วมวงเสวนาเห็นตรงกันว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องเร่งผลักดันให้เกิด 3 จี เพื่อประโยชน์ของประชาชนและการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่สังคมกำลังกังวลคือ เรื่องหลักเกณฑ์การจัดสรรที่เป็นธรรม

 จี้เร่งผลักดัน-หนุนเศรษฐกิจชาติ

 รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ทุกคนสนับสนุนให้เดินหน้าผลักดัน 3 จี เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยมีความล่าช้ามามากแล้ว แต่คงต้องดูหลักเกณฑ์เรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ว่าเป็นธรรมหรือไม่ต่อไป

 ส่วนกรณีที่รัฐบาลเป็นห่วงว่าการเปิดประมูล 3 จี จะมีผลกระทบต่อรายได้ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) นั้น จริงๆ แล้วบทบาทของทั้ง 2 หน่วยงานได้ผ่านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมาแล้ว เพียงแต่ยังมีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ จึงไม่น่าเป็นห่วงนัก ขณะที่เรื่องอำนาจของ กทช. แม้ว่ากรรมการจะลาออกไป 1 คน และอีก 3 คนกำลังจะหมดวาระลง ก็เชื่อว่ากรรมการที่เหลือ 3 คน และยังรักษาการอีก 3 คน ยังสามารถทำงานให้ต่อเนื่องต่อไปได้ แต่หากจะต้องให้กรรมการ กทช.ครบ 7 คนแล้ว มองว่าน่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี และทำให้การเปิดประมูล 3 จี ล่าช้าออกไปอีก

 "ไม่น่าที่จะรอช้าอีกแล้วสำหรับ 3 จี ในประเทศไทย เพราะต้องคิดว่านี่คือประโยชน์สาธารณะอย่างหนึ่งที่ประชาชนจะได้รับโดยตรง ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องนำเรื่องด้านเศรษฐศาสตร์มาคิดด้วยซ้ำ อีกข้อห่วงคือเรื่องวิธีการประมูลคลื่น ซึ่งผมมองว่าวิธีนี้น่าจะมีข้อตำหนิน้อยที่สุด ขณะที่ระบบอื่นๆ อาจจะสร้างปัญหา จนทำให้เกิดการฟ้องร้องตามมาและเกิดความล่าช้าอีกด้วย" รศ.ดร.วรเจตน์กล่าว

 นายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร ผู้บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า จากการสำรวจ 120 ประเทศพบว่า การใช้ 3 จี หรือบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตขยายตัวได้ 10% จะผลักดันให้อัตราการขยายตัวของประเทศ หรือจีดีพีขยายตัวถึง 10% จึงถือว่ามีความจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

 นอกจากนี้ การที่บริษัทจ้างที่ปรึกษาต่างประเทศเข้ามาศึกษาการลงทุน 3 จี ในไทย ยังพบว่าจะช่วยให้ระบบบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตพัฒนามากยิ่งขึ้น โดยหากเกิด 3 จี ภายในปี 2553 จะผลักดันให้สัดส่วนการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของไทยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น 70% ภายในระยะ 10 ปี หรือภายในปี 2563 และภาคธุรกิจจะมีการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 90% และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10% จะทำให้จีดีพีของไทยเพิ่มขึ้น 1.3%
เอกชนขู่ค่าคลื่นแพงกระทบผู้ใช้

 ด้านนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงวิธีการเปิดประมูลคลื่น 3 จี ว่าดูเหมือนจะเป็นวิธีการที่มีความโปร่งใส แต่คงไม่ใช่ว่าจะโปร่งใสที่สุด ซึ่งอยากบอกว่า 3 จี ไม่ใช่ภาพวาด หรือเลขทะเบียนรถสวยที่จะนำออกมาประมูลกัน และนำไปใช้ส่วนตัว แต่คนที่ใช้คือคนไทย ขณะที่การประมูลถือเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งในการประกอบธุรกิจ ในที่สุดจะไปกระทบต่อค่าบริการแน่นอน เพราะทุกอย่างนั้นไม่ใช่ของฟรี

 "ผมค่อนข้างจะมองต่างมุม โดยเชื่อว่าระบบการประมูลออกแบบมาเพื่อให้ได้ราคาสูงสุด อาจส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรในเรื่องของราคาได้ ทั้งๆ ที่ 3 จี ควรคำนึงถึงประโยชน์ของคนไทยเป็นหลัก และเศรษฐกิจโดยรวมของไทย" นายศุภชัยกล่าวและว่า อย่างไรก็ตามยินดีที่จะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนดอยู่แล้ว หากมีความชัดเจนมากขึ้น

 ขณะที่นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวว่า ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ (ไลเซนส์) 3 จี นั้น ถือเป็นทางออกของบริษัทที่จะทำธุรกิจในอนาคตต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ดูว่ายังไม่มีความชัดเจนในด้านนโยบายมากนัก แต่ถือว่าไลเซนส์ 3 จี คือความชัดเจนที่สุดสำหรับเอไอเอส แม้จะไม่เห็นด้วยในหลักการบางอย่างก็ตาม ส่วนเรื่องค่าสัมปทานนั้น แน่นอนว่าจะเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการที่ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่รับภาระก็จะเป็นผู้บริโภคในที่สุด

ประชาชนต้องได้ประโยชน์สูงสุด

 นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กล่าวว่า หาก 3 จี มีอุปสรรคทำให้ล่าช้าออกไปอีก ก็เชื่อว่าจะทำให้ประเทศเสียโอกาสมากยิ่งขึ้น ส่วนประเด็นค่าบริการจะถูกหรือแพงนั้น หากผู้รับสัมปทานมีเพียงรายเดียว แน่นอนว่าภาระต้นทุนจะสะท้อนไปยังค่าบริการที่สูงขึ้นตามไปด้วย แต่หากมีผู้ประมูลสัมปทานหลายแล้วจะทำให้เกิดการแข่งขัน จึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีภาระไปถึงตัวผู้บริโภคแน่นอน อย่างไรก็ตาม ในหลักเกณฑ์ของ กทช.เองจะมีกำหนดในเรื่องของเพดานราคาค่าบริการด้วยเช่นกัน

 เช่นเดียวกับ ดร.ประชา คุณธรรมดี อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เสนอว่า ควรมีการกำหนดราคาเพดานตั้งแต่เริ่มประมูล ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและผู้บริโภคมากกว่า โดยมองว่าคลื่นความถี่โทรคมนาคมเป็นของประชาชน กทช.มีสิทธิในการจัดสรรคลื่นในฐานะตัวแทนของประชาชน ดังนั้น ในแง่ของผลประโยชน์จะต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนได้ผลประโยชน์สูงสุด

 "มองว่า 3 จี เป็นสินค้าหรูหรา เพราะคนที่จะใช้จริงๆ จะเป็นกลุ่มขนาดเล็กๆ ดังนั้น การกำหนดเงื่อนไขต้องชัดเจนและไม่สามารถจัดการเป็นแบบพื้นฐานทั่วไปที่ทุกคนต้องใช้มาเป็นฐานในการพิจารณาได้" ดร.ประชากล่าว