
ปรากฏการณ์ ตู้ตั๋วแตก
สวัสดีครับแฟนๆ ชาวคนรักบ้าน ก่อนอื่นต้องขอบคุณแฟนๆ ที่ได้เข้าร่วมฟังการบรรยายของผมในหัวข้อ เคล็ดลับบ้านมวลชนไม่บานในราคาเริ่มต้นหนึ่งแสนบวกบวก และเคล็ดลับอพาร์ตเมนต์มวลชนไม่บานในราคาเริ่มต้นสามล้านบวกบวก
ที่มีรูปแบบเหมาะสมที่สุดในยุคเศรษฐกิจขาขึ้น (ก่ายหน้าผาก)” ในวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จนเกิดปรากฏการณ์ “ตู้ตั๋วแตก” ขึ้นอีกครั้ง เพราะมีบรรดาแฟนๆ ชาวคนรักบ้านจากทั่วทุกสารทิศสนใจเข้าฟังการบรรยาย จนถึงขนาดที่ว่าแฟนๆ บางท่านมาถึงแล้วเก้าอี้เสริมเต็มขอตีตั๋วยืนก็เอา
หลายท่านอุตส่าห์เดินทางมาจากต่างจังหวัดไกลๆ เช่น จากเชียงใหม่, ภูเก็ต, หาดใหญ่ กระบี่, หนองคาย ฯลฯ ประมาณกันว่าน่าจะมีแฟนๆ เข้าฟังการบรรยายในครั้งนี้เกือบ 300 ท่าน (หากนับรวมผู้ตีตั๋วยืน) เป็นการเดี่ยวไมโครโฟนแบบต่อเนื่องเกือบ 4 ชั่วโมงเต็ม ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผมบรรยาย ผมได้นำภาพประกอบมานำเสนอโดยใช้เพาเวอร์พ้อยร่วม 1,000 ภาพ มีโครงการน้อยใหญ่ต่างๆ ที่นำมาเป็นตัวอย่างเกือบ 40 โครงการทั่วประเทศ ก็เต็มอิ่มครับ
นอกจากนั้น ในช่วงไฮไลท์ของการบรรยายในครั้งนี้ ผมได้นำเสนอรูปแบบและกรรมวิธีในการก่อสร้าง บ้านมวลชนในราคาแสนบาทบวกบวก ว่าจะสามารถก่อสร้างจริงได้อย่างไร และใช้วิธีการใด รวมทั้งได้นำเสนอรูปแบบและก่อสร้างอพาร์ตเม้นท์มวลชนไม่บาน มูลค่า 2- 3 ล้านบาทบวกบวก เหมือนดังคำพูดที่ว่า “การเรียนรู้เป็นกระบวนการแห่งความสุข” นอกจากนั้นการเรียนรู้ยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเรา ในยามที่เราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตที่ยากจะคาดเดาครับ
สำหรับสาระสำคัญในการบรรยายของผมใน งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติปีนี้ ผมได้เตือนสติให้สังคมไทยจะต้องทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของคำว่า “พอเพียง” ซึ่งแนวคิดในด้านความ “พอเพียง” ไม่ได้ใช้กับระบบเศรษฐกิจ “พอเพียง” เท่านั้น แต่ความ “พอเพียง” นั้น สามารถนำไปใช้ได้กับการดำเนินชีวิต รวมถึงสามารถใช้ได้กับการออกแบบและก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ที่อยู่อาศัยในรูปแบบต่างๆ ผมจึงได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “บ้าน + อพาร์ตเมนต์มวลชนไม่บาน” ว่าเป็น “บ้าน + อพาร์ตเมนต์ ที่พอเพียง งามง่าย อันเป็นทั้งที่รักและที่พัก” ซึ่งทั้ง 3 ปัจจัยนี้ ผมถือว่าเป็นปัจจัยหลักอันเป็นพื้นฐานทางความคิดที่สำคัญ เพราะผมเชื่ออยู่เสมอว่า สังคมที่กำลังวุ่นวาย สับสน ดังเช่นทุกวันนี้ ถ้าเราสามารถกลับไปแก้ไขที่รากของปัญหา คือเริ่มจากที่ “บ้าน” หรือ “ที่อยู่อาศัย” อันเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่สำคัญ ซึ่งผมมักจะเปรียบว่าเป็นเสมือน “จุลจักรวาล” เล็กๆ อันเป็นรากฐานของสังคม หากเราสามารถปรับปรุง ฟื้นฟู ทำให้ดีขึ้นได้แล้ว ทุกอย่างก็จะดีตามกันไปหมดครับ
นอกจากนั้น ในการบรรยายของผมในครั้งนี้ผมยังได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับ “กลิ่นอาย” ของ “บ้าน+ อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน” ซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในปัจจุบันที่ได้ถูกมองข้ามไป ตัวอย่างเช่น ผมไปเยี่ยมเพื่อนผมที่อินเดีย ผมก็มักจะได้กลิ่น “ผงกระหรี่” และกลิ่น “เครื่องเทศ” พอผมไปเยี่ยมเพื่อนที่อังกฤษผมก็มักจะได้กลิ่น “เชคดาร์” เนยของอังกฤษ พอผมไปเยี่ยมเพื่อนที่อิตาลีผมก็จะได้กลิ่น “พาสต้า” และกลิ่น “โอลีฟออย” ซึ่งเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของวัฒนธรรมการกินอยู่ของชาวอิตาเลียน บรรดาสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ผมเรียกว่า “กลิ่นอาย” อันเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของอาคารบ้านเรือนในแต่ละชาติ
ในทางกลับกันเมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมเพื่อนที่เพิ่งซื้อคอนโดมิเนียมสุดหรูราคา 25 ล้านบาทต่อหน่วย ย่านสุขุมวิท ใจกลางกรุงเทพฯ ทุกอย่างดูดีมีดีไซน์ไปหมด สวย โฉบเฉี่ยว ทันสมัย เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์นำเข้า ที่มีความหลากหลาย จนกระทั่งไม่เหลือ “กลิ่นอาย” ของอาคารบ้านเรือนที่ “งามง่าย พอเพียง อันเป็นทั้งที่รักและที่พัก” พอเข้าไปอยู่สักพักก็รู้สึกเหงา (สวยแต่เหงา)
“กลิ่นอาย” นี่แหละครับทำให้เราอยากกลับบ้าน พอดีใจก็อยากกลับบ้านหรือพอเสียใจก็อยากกลับบ้าน บรรดาสิ่งเหล่านี้แหละครับ หลอมรวมกันเป็น “จิตวิญญาณ” ของบ้าน ซึ่งผมถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด พอ “กลิ่นอาย” ของบ้านหายไป ก็เกิดปรากฏการณ์บ้านแตกสาแหรกขาดดังเช่นในปัจจุบัน ที่บรรดาสมาชิกในบ้านต่างก็ไม่อยากกลับบ้าน ถึงกลับมาก็จะ มีโลกส่วนตัว (ขังตัวเองอยู่ในห้อง เล่นอินเทอร์เน็ต ฯลฯ ) เป็นผลให้ บางพื้นที่ของบ้านหายไป เช่น ชานบ้านชานเรือนก็หายไป ครัวก็หายไป ที่ตากผ้าขาวม้าก็หายไป (ต้องใช้เครื่องซักผ้าและปั่นผ้าเข้ามาแทนที่) เมื่อไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งนี้ ผมจึงขอตอกย้ำเพื่อเตือนสติแก่ชาวคนรักบ้านทั่วประเทศ ให้กลับเถอะครับ กลับสู่ความงามง่าย พอเพียง ของบ้าน อันเป็นทั้งที่รักและที่พัก แล้วท่านจะรับรู้ว่าบรรดาสิ่งที่ผมได้กล่าวมานี้ ล้วนแล้วแต่เป็น “ของดีมีอยู่” เป็น “ทั้งประโยชน์และความสุข” ในการใช้ชีวิตครับ
สำหรับสาระน่ารู้ของการบรรยายเกือบ 4 ชั่วโมงของผม ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติยังมีสาระน่ารู้อีกมากครับ เอาไว้ต่อในสัปดาห์หน้า ผมจะมาวิเคราะห์เจาะลึกในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับ บ้านแสนบวกบวกและอพาร์ตเมนต์ 2-3 ล้านบาทบวกบวก ที่สามารถสะกดให้ผู้เข้าร่วมฟังการบรรยายเกือบ 300 ท่าน นั่งอยู่ติดเก้าอี้ ไม่ลุกหนีไปไหนตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ชั่วโมง และผมเชื่อว่าน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนแบบ “พอเพียง” ที่มี “ประโยชน์สูงและประหยัดสุด” ในยุคเศรษฐกิจขาขึ้น (ก่ายหน้าผาก) ดังเช่นในปัจจุบัน
นอกจากนั้นแฟนๆ ชาวคนรักบ้านยังสามารถติดตามสาระน่ารู้จากเทปบันทึกการบรรยายของผมได้ ในรายการ “คนรักบ้านกับอาจารย์เชี่ยว” ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นแชลแนลที่เผยแพร่ภาพไปทั่วประเทศ ในวันอาทิตย์ช่วงเช้าเวลาประมาณ 10.00-11.00 น. หรือ เข้าไปในเว็ปไซต์ยอดฮิตของชาวคนรักบ้าน www.homeloverthai.com เพื่อศึกษาหาความรู้ในหลากหลายประเด็นและมุมมองต่างๆ ที่เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนที่ไม่บานครับ
สัปดาห์นี้คงมีสาระน่ารู้เพียงแค่นี้แล้วพบกันได้ใหม่ในสัปดาห์หน้า อย่าลืมท่องคาถา “รู้รักษ์สามัคคี” กันไว้ให้ขึ้นใจ หากทำได้เช่นนี้เราก็จะมี “บ้านดีเมืองดี” กันสักทีครับ



