
ปาฐกถาพิเศษจากเจ้าหญิงนักกฎหมาย
พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "การนำ แบงค็อก รูลส์ ไปสู่การปฏิบัติ : ให้โอกาสครั้งที่ 2 แก่สตรี"
เป็นอีกงานใหญ่ของประเทศไทย เมื่อสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายใต้แนวคิด “การเสริมพลังสตรีเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งเชื่อว่าจะผลักดันให้สตรีทั่วโลกร่วมกันสร้างโอกาส สร้างความก้าวหน้าในกลุ่มสตรี เพื่อนำไปสู่การพัฒนาในทุกมิติอย่างยั่งยืนต่อไป โดยงานจัดที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ เมื่อวันก่อน
ในการนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การนำ แบงค็อก รูลส์ ไปสู่การปฏิบัติ : ให้โอกาสครั้งที่ 2 แก่สตรี” มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ ความเท่าเทียมทางเพศ การส่งเสริมพลังสตรีและเด็กหญิง ซึ่งสตรีและเด็กหญิงนั้นต้องมีสิทธิและโอกาสที่เท่าเทียมกัน ปราศจากความรุนแรงและการแบ่งแยกชนชั้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน หากปราศจากสันติภาพ ความมั่นคง สิทธิมนุษยชน และธรรมาภิบาลที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางกฎหมาย เราจะไม่สามารถพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืนได้
คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์
สมาชิกสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์
"ข้าพเจ้ามีความสนใจในด้านสิทธิมนุษยชน กฎหมายระหว่างประเทศ และการเสริมพลังผู้ด้อยโอกาสตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา และเมื่อทำงานในระบบยุติธรรมก็ได้พบกับปัญหาของผู้ต้องขังหญิง ในประเทศไทยจำนวนผู้ต้องขังหญิงสูงสุดเป็นที่ 2 ของโลก และร้อยละ 90 เป็นผู้ต้องขังที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งได้รับความยากลำบากในขณะถูกคุมขัง ทั้งในด้านสวัสดิการต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของผู้ต้องขังหญิง และการขาดการเตรียมความพร้อมเพื่อกลับสู่ครอบครัวและสังคมหลังการปล่อยตัว ในปี 2549 ได้มีการริเริ่มดำเนิน โครงการกำลังใจ มีเป้าหมายในการให้โอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาสรวมทั้งผู้ต้องขัง และผู้ที่มีปัญหาทางกฎหมาย ให้สามารถกลับมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคม มีการปรับปรุงและคิดค้นมาตรการเพื่อให้การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงมีคุณภาพมากขึ้น มาตรการเหล่านี้ทำให้เกิดการเสริมพลังผู้ต้องขังหญิงอย่างครบวงจร แต่โดยที่ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกด้วย จึงได้มีการริเริ่ม โครงการ ELFI ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาชีวิตของผู้ต้องขังหญิงในปี 2551 รวมทั้งรณรงค์ในระดับสากลเพื่อให้เกิดมาตรฐานระดับสหประชาชาติ ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงจนได้มีการยกร่างกฎแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง หรือที่เรียกว่า เดอะแบงค็อก รูลส์ หรือ ข้อกำหนดกรุงเทพฯ ในปี 2553 ที่ประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติได้มีมติให้เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ต้องบังคับใช้ทั่วโลก เพื่อยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง
สมาชิกสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพสากล
การพัฒนาศักยภาพของผู้ต้องขังหญิงเป็นส่วนสำคัญที่สุดของโครงการ โดยมีการพัฒนาหลักสูตร 3 ชุด คือ หลักสูตรการพัฒนาทักษะชีวิต หลักสูตรการเตรียมความพร้อมสำหรับการปล่อยตัว และหลักสูตรการพัฒนาอาชีพ และมีกองทุนสนับสนุนการประกอบอาชีพอิสระเมื่อผู้ต้องขังหญิงได้รับการปล่อยตัว และต้องการเงินทุนเพื่อเริ่มประกอบอาชีพ นอกจากนั้นยังมีการจัดทำชุดคู่มือผู้ต้องขังหญิง ซึ่งมีข้อมูลที่จำเป็นในการใช้ชีวิตอย่างพึ่งพาตนเองได้หลังการปล่อยตัว"



