
ตาม "โม" นภัสนันท์ ไปกะเทาะเปลือกไข่ทองคำ
ไม่ใช่เพราะช่วงนี้ราคาทองดีดตัวยังกะเพลี้ยกระโดด แถมผู้คนก็แห่ขนไปขายโครมคราม เม็ดเงินในห้างทองเลยไหลทะลักออกจนแทบกั้นไว้ไม่อยู่ ร้อนถึงลูกหลานต้องหนีออกไปทำงานหาเงินมาอุดกันจ้าละหวั่น แต่งานนี้ "โม" นภัสนันท์ พสวงศ์ ลูกสาวคนเล็กของอาณาจักรทองคำยักษ์ใหญ่
เอาล่ะสิ! ร้อนถึงคนอยากรู้ต้องตามไปดูให้เห็นแจ้งที่ "โบนันซ่า" เขาใหญ่ ก็หลายวันก่อนโน้น หนูโมขออาสาเป็นโต้โผหอบคุณตาคุณยายพร้อมน้องๆ จากโรงเรียนด้อยโอกาสรวมกว่า 30 ชีวิตไปเที่ยวพร้อมทำกิจกรรมสนุกๆ โครงการ "ปันน้ำใจสานใจรัก" เป็นที่สนุกสนาน แถมใจดีเปิดบ้านพักตากอากาศส่วนตัวที่เขาใหญ่ให้เจ้าหน้าที่บ้านบางแคนอนค้างอ้างแรมกันฟรีๆ อีกต่างหาก
"ก่อนหน้านี้ทำเป็นเรื่องเป็นราวเลยค่ะ โมรับข้าราชการที่บ้านบางแคอยู่ 2 ปี เงินเดือน 6,000 บาท แต่ตัวเองจบด้านออกแบบตกแต่งภายในมาจากอังกฤษ กลับมาใหม่ๆ ก็ชอบนะเรื่องออกแบบ แต่พอมาทำงานกลับไม่ค่อยสนุก อาจเพราะเรายังเด็กอยู่ ก็เลยมีอารมณ์อยากเปลี่ยนไปทำโน่นนี่นั่น สุดท้ายก็ลาออก จนในที่สุดจุดเปลี่ยนมาอยู่ที่เห็นคนแก่แล้วน่าสงสาร เวลาเห็นรายการอะไรที่เขาบุกไปตามสลัมช่วยคนแก่ดูแล้วอยากไปบ้างจัง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปได้ยังไง โชคดีที่นั่งคุยกับคุณแม่ แล้วแม่ขอให้คุณลุงฝากให้ไปทำงานที่บ้านบางแคทำอยู่ 4 ปี ก็ลาออกเป็นอาสาสมัครเต็มตัว" ทายาทร้านทองชื่อดังเท้าความ
ลูกสาวคนเล็กน้ำใจงาม มีหรือ "เสี่ยปราณีต" และ "เถ้าแก่เนี้ยจิรวรรณ" คุณพ่อคุณแม่จะไม่เสริมแรงช่วยหนุน เอ่ยปากบอกให้ลุยไปโลดโดยไม่ต้องรับเงินเดือนแม้แต่บาทเดียว แถมขาดเหลืออะไรขอให้บอก เพราะเห็นลูกสาวทำตัวมีประโยชน์เป็นที่รักของคนเฒ่าคนแก่ก็ปลื้มใจมากโขแล้ว เปิดไฟเขียวให้ขนาดนี้ ทุกครั้งที่ออกภาคสนามเลยฉลุย และมีแต่ความสนุกเคล้าความสุข
แหม...เห็นโมสนุกกับกิจกรรมเพื่อสังคมจนเกือบลืมไปว่า สาวเจ้าเติบโตมากับตระกูลค้าทองคำรายใหญ่ อีกด้านหนึ่งของชีวิตคงมีแต่ความไฮโซหรูหรา แต่เจ้าตัวบอกนั่นเป็นเพียงเปลือกนอก ใช่สารัตถะสำคัญของชีวิต ดังนั้นเวลามีคนถามไถ่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เธอมักบอกกลางๆ ว่า "อยากทำ รักที่จะทำ ไม่มีอะไรมากว่านี้"
"ไม่ได้จบด้านสังคมสงเคราะห์มาโดยตรง งานที่โมดูแลใช้หลักตามธรรมชาติของเรามากกว่า ส่วนด้านจิตวิทยาก็ไม่มีอะไรมาก อาศัยที่เข้ากับคนง่าย ค่อยๆ ตะล่อมไป ที่ผ่านมาก็พาคนแก่ไปเล่านิทาน ไปป้อนอาหารเด็กพิการ เด็กด้อยโอกาส เด็กกำพร้า ให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีค่า เป็นผู้ให้บ้างเพราะตอนนี้เหมือนกับรับอย่างเดียว ขณะที่เด็กก็จะได้มีจิตสำนึกดูแลซึ่งกันและกัน อนาคตก็จะได้ดูแลพ่อแม่ต่อไป คนแก่น่าเบื่อไหมก็มีบ้างนะที่มักขี้บ่น บางครั้งเราก็ต้องแกล้งทำเป็นหูทวนลมบ้าง แต่ถ้ามีปัญหาเราจะคุยกันเพื่อหาทางแก้ เราไม่ใช่นางฟ้าที่ใจดีตลอด ลึกๆ โมเป็นคนอารมณ์ร้อน แต่มาอยู่แบบนี้ก็ไม่เครียดนะสบายๆ" สาวโมบอกอย่างอารมณ์ดี
สังเกตจากการวางตัวที่เป็นกันเอง และให้ใจในการทำกิจกรรมกับคนแก่วันนี้แล้ว ต้องยอมรับว่าโมเลือกในสิ่งที่รักจริงๆ ยิ่งทำยิ่งสนุกแม้ว่าจะแอบปาดเหงื่อนิดๆ ก็เถอะ ซึ่งเวลากลับถึงบ้านเธอก็ไม่ลืมนำความประทับใจนี้มาเล่าสู่คุณพ่อคุณแม่ฟังเสมอ
"ไม่ได้รู้สึกว่ารักท่านมากขึ้นนะ เคยรักยังไงก็รักเหมือนเดิมไม่เกี่ยวกับงาน แต่รู้สึกแวบเข้ามาในหัวว่า ถ้าท่านแก่กว่านี้จะเป็นอย่างไรนะ ก็ซ้อมไว้ก่อน (อิอิ) เอาเป็นว่า เวลาเห็นคนแก่มีความสุข เราก็พลอยมีความสุขไปด้วย อย่างเด็กๆ ที่พามาร่วมกิจกรรมก็เป็นเด็กไม่มีตังค์นะ เวลาที่ได้มาเที่ยวดูพวกเขามีความสุข หน้าตาแจ่มใส เห็นแล้วชื่นใจ สำหรับตัวโมเองมันช่วยลดกิเลสฟุ้งเฟ้อได้เยอะ ได้มาเห็นอะไรที่ธรรมดาสามัญ ทำให้เวลาอยากได้อะไรที่ฟุ้งเฟ้อก็กดความอยากไว้ได้ แต่ก็ยังมีกิเลสอยู่นะแต่ก็ไม่ฟุ้งเฟ้อมาก รู้สึกเฉยๆ มากกว่า" สาวนักสังคมสงเคราะห์สมัครเล่นบอก
ระหว่างที่ตักไอศกรีมแจกเด็กๆ และคุณตาคุณยาย โมกระซิบว่าในอนาคตอยากสร้างบ้านพักคนชราเล็กๆ สวยๆ ในบ้านมีเกมให้เล่นคลายเครียดเยอะๆ แต่คงรออีกนาน เพราะตอนนี้ยังไม่รวย ไม่ได้ทำงานรับเงินเดือนมานานแล้ว ขณะเดียวกันก็รู้สึกไม่อยากเห็นภาพลูกหลานนำคนชรามาปล่อยไว้ เพียงเพราะอ้างเหตุผลไม่มีเวลาดูแล หรือมีครอบครัวต้องรับผิดชอบ
"อยากถามกลับว่า แล้วทำไมท่านเลี้ยงลูกห้าคนสิบคนได้ พ่อแม่คนเดียวเลี้ยงไม่ได้เหรอ ก็ได้แต่นึกในใจ พูดไม่ได้"
นั่นคือสิ่งที่โมอัดอั้นตันใจเสมอมา แต่ทุกอย่างต้องดำเนินไปตามวิถีที่เป็น ซึ่งทุกวันอังคาร-ศุกร์ เป็นได้เห็นสาวคนนี้หอบอุปกรณ์พะรุงพะรังพร้อมรอยยิ้มเข้าบ้านบางแค โดยไม่แคร์สายตาใคร และจะเป็นแบบนี้อีกนาน...



