ไลฟ์สไตล์

พิสูจน์ "ทีทรี" ในแดนจิงโจ้

พิสูจน์ "ทีทรี" ในแดนจิงโจ้

30 ต.ค. 2552

เป็นที่รู้กันว่าพืชสมุนไพรมีประโยชน์ในทางดูแลรักษาสุขภาพได้อย่างหลากหลาย และหลายชนิดที่สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งในแวดวงเครื่องสำอางที่ต่างสกัดสารที่มีคุณสมบัติเด่นในการดูแล บำรุง และรักษาผิวพรรณมาเป็นส่วนประกอบเด่นในผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่า

  ดังนั้น ที ทรี เฟเชียลโฟม และ เวอร์จิ้น ฮิตซ์ 95.5 เอฟเอ็ม จึงพาไปสัมผัสและรู้จักต้นทีทรีกันถึงแดนจิงโจ้ประเทศออสเตรเลีย เพื่อทำความรู้จักต้นทีทรีหรือที่ออสซี่เรียกว่า "ชาออสซี่" กันถึงถิ่นทีเดียว โดยงานนี้ได้ ชนินทร์ ชินคุปต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอส เคมเมติค จำกัด พาไปรู้จักกับต้นทีทรีด้วยตัวเอง พร้อมเล่าให้ฟังว่า ทางบริษัทได้นำเข้าน้ำมันหอมระเหยทีทรีจากประเทศออสเตรเลียโดยตรง ซึ่งต้นทีทรีหรือที่เรียกว่าต้นชาออสซี่ มีชื่อทางพฤษศาสตร์ว่า Melaleuca Alternifolia ซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ โดยการนำส่วนต่างๆ ของต้นทีทรีมาสกัดทำให้ได้ทีทรีออยล์ ที่มีประสิทธิภาพสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้

 "ต้นทีทรีที่คนออสเตรเลียปลูกนั้นเมื่อนำมาสกัดแล้วจะได้น้ำมันที่มีประสิทธิภาพมาก ซึ่งเกษตรกรที่ปลูกนั้นเขายืนยันว่า น้ำมันหอมระเหยจากต้นทีทรีของเขานั้นมีคุณสมบัติดีที่สุดในโลก เพราะทุกอย่างจะผ่านกรรมวิธีที่ถูกต้องและเข้มงวดด้วยกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐ ด้วยน้ำมันหอมระเหยจากเกษตรกรในทุกแห่งที่กลั่นและผลิตกันมานั้น ต้องส่งตัวอย่างของผลิตภัณฑ์หรืออาจจะทั้งหมดของน้ำมันที่กลั่นมาได้ ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบทุกครั้งก่อนที่จะนำไปจำหน่าย ดังนั้น จึงเป็นที่ยอมรับกันอย่างมากกับคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม และประเทศไทยก็ได้นำคุณสมบัติของน้ำมันทีทรีนี้มาผสมผสานและเป็นส่วนประกอบสำคัญของ ที ทรี เฟเชียล โฟม และที ทรี ลิควิด บาธ โดยบริษัทฟาร์มาคอสเม็ทนั่นเอง" ชนินทร์แจง

 พร้อมกันนี้ จิม โกเบิร์ท ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท เทลมอนท์ เอสเซนเชียล จำกัด กล่าวว่า ความจริงแล้วคนออสเตรเลียจะรู้จักและมักคุ้นกับต้นทรีมานานมาแล้ว ด้วยคุณสมบัติที่รู้กันว่ามีประโยชน์อย่างมากในการยับยั้งเชื้อโรคต่างๆ หรือแม้กระทั่งนำใบของต้นมาเคี้ยว ก็สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียภายในช่องปากได้เป็นอย่างดี รวมทั้งถ้านำมาต้มกับน้ำจะได้ชาที่ดื่มได้รสชาติและแก้กระหาย กระตุ้นให้ร่างกายสดชื่น กระชุ่มกระชวย จนเป็นที่มาของชื่อ ที ทรี หรือชาออสซี่จนถึงทุกวันนี้

 "ด้วยคุณสมบัติที่มีประสิทธิภาพของต้นทีทรี และยิ่งเมื่อสกัดออกมาเป็นน้ำมันหอมระเหยที่มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ใต้ผิวได้อย่างล้ำลึกและไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ รวมทั้งยังยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ดี ดังนั้นประเทศต่างๆ จึงนำต้นทีทรีไปปลูกเช่นกัน อย่าง มาเลเซีย เวียดนาม ซึ่งส่วนตัวก็ได้เดินทางไปดูและก็ตรวจสอบอย่างถูกต้อง จึงทำให้รู้ว่าแม้ในประเทศต่างๆ จะปลูกต้นทีทรีได้ แต่ประสิทธิภาพและคุณสมบัติของต้นทีทรีหรือน้ำมันที่สกัดออกมานั้นมีคุณสมบัติต่างกันและไม่ดีเทียบเท่าที่ปลูกในประเทศออสเตรเลีย โดยอาจจะเป็นด้วยสภาพอากาศ แร่ธาตุในดิน หรือกรรมวิธีและกระบวนการต่างๆ ที่แตกต่าง จึงทำให้สารสำคัญที่มีอยู่ในต้นทีทรีจนสกัดออกมานั้นมีคุณสมบัติดีที่สุด จึงมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั้งในด้านการแพทย์ อุตสาหกรรมผลิตยา อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมการผลิตน้ำหอม อาหารและผลผลิตทางการเกษตร และในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ" จิม เล่าถึงคุณสมบัติของต้นทีทรี

 สำหรับการปลูกต้นทีทรีในประเทศออสเตรเลียนั้น จะมีการดูแลอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานของรัฐบาล อย่างที่หน่วยงานกรมอุตสาหกรรมหลักแห่งนิวเซาท์เวลส์ ได้มีโครงการเพาะพันธุ์ทีทรีสายพันธุ์พิเศษมากกว่า 15 ปี ทีทรี สายพันธุ์นี้จะสามารถผลิตน้ำมันได้ในปริมาณที่มากกว่าพันธุ์อื่นๆ และมีภูมิต้านทานโรคที่สูง และเมล็ดพันธุ์ของสายพันธุ์นี้มีจำหน่ายให้แก่เกษตรกรชาวออสเตรเลียเท่านั้น โดยเมื่อเกษตรกรได้เมล็ดพันธุ์ที่เพาะจากศูนย์เพาะพันธุ์จนโตถึง 15 เซนติเมตรไปแล้ว

 ต้องนำไปปลูกภายในฟาร์มภาพใต้ข้อบังคับในการปฏิบัติของหน่วยงานภาครัฐ โดยเกษตรกรต้องใช้สัตว์อย่างวัวหรือจิงโจ้ในการควบคุมวัชพืช โดยสัตว์เหล่านั้นจะกินวัชพืชเป็นอาหารแต่จะไม่กินต้นทีทรี ฉะนั้นจึงไม่มีการใช้สารเคมีอันตรายในการกำจัดวัชพืช และเมื่อต้นทีทรีมีระยะเวลาในการปลูกครบ 18 เดือน จะสามารถตัดเพื่อนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยได้

 ส่วนวิธีการกลั่นน้ำมันทีทรีนั้น ก็ใช้กระบวนการทางไอน้ำ โดยเริ่มจากการนำทุกส่วนของต้นทีทรีที่ตัดมานั้นมาหั่นซอย ซึ่งปัจจุบันก็ใช้รถตัดต้นไม้เป็นเครื่องทุ่นแรง จากนั้นก็เข้าสู่การอบโดยใช้ไอน้ำเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง และเมื่อไอน้ำเหล่านั้นวิ่งสู่ท่อที่ผ่านกระบวนการทางความร้อนซึ่งสามารถแยกน้ำและน้ำมันออกจากกันได้ดีที่สุด จะได้น้ำมันที่มีประสิทธิภาพสูงเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นกรรมวิธีเดียวกันกับการกลั่นน้ำมันลาเวนเดอร์และยูคาลิปตัส และเมื่อน้ำมันได้ถูกกลั่นออกมาแล้ว จะต้องส่งตัวอย่างไปที่ศูนย์วิจัยของกรมอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งเป็นศูนย์ทดสอบสำหรับน้ำมันทีทรีทั่วโลก หลังทดสอบเสร็จผ่านกระบวนการทุกขั้นตอน จึงสามารถบรรจุในถังสเตนเลสพิเศษเพื่อนำไปจำหน่ายต่อไปได้

 ทั้งหมดนี้ถือกระบวนการผลิตน้ำมันหอมระเหยทีทรีที่มีโอกาสได้ไปสัมผัสด้วยตาในแดนจิงโจ้