ไลฟ์สไตล์

คนไทยวัย 40+ “เข่าเสื่อม”

คนไทยวัย 40+ “เข่าเสื่อม”

29 ต.ค. 2552

โรคเข่าเสื่อม คือภาวะที่มีการสึกหรอของกระดูกอ่อนภายในข้อ สำหรับคนไทยข้อเสื่อมที่พบบ่อยที่สุดคือ ข้อเข่า ซึ่งต่างจากฝรั่งที่มักจะเป็นข้อสะโพกเสื่อม

 บริเวณที่ปลายกระดูกมาชนกันนั้นเราเรียกว่าข้อทุกข้อจะมีกระดูกอ่อนเคลือบอยู่ กระดูกอ่อนมีคุณสมบัติพิเศษในการหล่อลื่นทำให้เราสามารถขยับข้อได้ว่องไว ไม่เจ็บปวด เมื่อเราอายุมากขึ้นกระดูกอ่อนจะสึกหรอไปตามกาลเวลา ทำให้บางลง เมื่อบางเต็มที่ก็จะถึงกระดูกจริงที่อยู่ข้างใต้ กระดูกอ่อนไม่มีเส้นประสาทเราจึงไม่รู้สึกเจ็บปวดเวลาเคลื่อนไหว แต่กระดูกจริงที่อยู่ข้างใต้มีเส้นประสาทจึงทำให้มีอาการเจ็บปวด
 อาการ มีลักษณะเฉพาะคือ ปวดเวลาใช้งานเช่นปวดเวลายืนหรือเดิน เมื่อพักเช่นนั่งพักหรือนอนพักจะมีอาการดีขึ้น นอกจากนี้เมื่อกระดูกอ่อนสึกหรอทำให้ข้อหลวมกว่าเดิม คนไข้จะรู้สึกว่าขาไม่มีแรงมาก หลังจากนั้นก็จะปวดบวมในเข่าเป็นเดือนๆ และถ้าข้อหลวมมากๆ เมื่อคนไข้ลุกขึ้นยืนจะเดินไม่ได้ทันที ต้องตั้งหลักสักพักให้ข้อเข่าที่เสียก่อนจึงจะเดินได้ตามปกติ ข้อเสื่อมมักจะมีอาการข้างเดียว ถ้าปวดทั้งสองข้างก็มักจะปวดไม่เท่ากัน และปวดไม่พร้อมกันทำให้คนไข้หลายคนสงสัยว่าเดินสองขาทำไมปวดทีละข้าง สาเหตุจริงๆ ยังไม่มีใครทราบ แต่คนส่วนใหญ่จะมีอาการเช่นนี้

คุณเคยมีอาการเหล่านี้บ้างไหม?
 - ขัดๆ ในหัวเข่าเวลาขึ้นลงบันได
     - นั่งยองๆ และพับเพียบลำบาก นั่งขัดสมาธิไม่ได้
     - เข้าห้องน้ำยองๆ แล้วลุกขึ้นไม่ได้ ต้องตะกายข้างฝาลุกขึ้น
     - เดินไกลๆ แล้วปวดตึงออกขาพับด้านหลัง
     - ลุกขึ้นยืนแล้วเดินทันทีไม่ได้ต้องตั้งหลักสักพักก่อน
     - เดินสะดุดพื้นหกล้ม หลังจากนั้นปวดขัดในเข่าเป็นเดือนๆ
 เหล่านี้เป็นอาการของเข่าเสื่อมทั้งสิ้น

ควรทำอย่างไร? เมื่อเป็นโรคข้อเสื่อม
 โรคข้อเสื่อมมักเป็นในข้อที่รับน้ำหนัก ฉะนั้นการลดน้ำหนักตัวจะช่วยลดการปวดข้อได้มาก ในผู้ชายน้ำหนักที่พอเหมาะ คือ ความสูงลบ 100 เช่น 170 ซม. ควรหนักไม่เกิน 70 กิโลกรัม ส่วนผู้หญิงใช้ความสูงลบ 110 เช่นสูง 160 ซม. ควรหนักไม่เกิน 50 กิโลกรัม
 การออกกำลังกายไม่ควรออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก เช่นเดินหรือวิ่งเพราะจะทำให้ยิ่งปวดข้อ ว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่คนส่วนใหญ่มักไม่สะดวก การขี่จักรยาน ควรระวังปรับอานจักรยานให้สูง หรือออกกำลังกายง่ายๆ โดยนอนราบแล้วยกขาเหยียดเข่าขึ้นตรงๆ ประมาณ 40 องศาทำข้างละ 10-20 ครั้งแล้วพักเหนื่อย วันหนึ่งทำรวมกันให้ได้ 300 ครั้ง หรืออาจนั่งบนเก้าอี้แล้วเหยียด เช่นตรงๆ ประมาณ 2-3 เดือน อาการปวดจะดีขึ้น ผู้ที่มีข้อเหล่านี้เสื่อม ควรหลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินมาก ควรหลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ ไม่ควรยกของหนัก ไม่ควรนั่งยองๆ นั่งพับเพียบหรือนั่งขัดสมาธิ เพราะทำให้ต้องงอพับข้อมากเกินไป

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม
 1. กายภาพบำบัด
 2. การฉีดยาเข้าข้อ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน
 3. การส่องกล้องและล้างในเข่า เป็นการผ่าตัดเพื่อใช้อุปกรณ์ขนาดเล็ก ปัจจุบันได้พัฒนาเครื่องมือซึ่งสามารถจะทำการผ่าตัดเย็บซ่อม เอ็น, ทำความสะอาดข้อ ฯลฯ ได้
 4. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total knee replacement)
 ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีระบบนำร่อง หรือ Navigator มาใช้ในการช่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่ต้องการความแม่นยำ เที่ยงตรง การช่วยผ่าตัดหรือที่เรียกกันว่า Computer assisted surgery สามารถเพิ่มสมรรถนะของศัลยแพทย์ได้เป็นอย่างดี โดยศัลยแพทย์จะป้อนข้อมูลของผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ ระบบจะทำการคำนวณ และจำลองการผ่าตัดตลอดไปจนถึงการกำหนดตำแหน่งข้อเทียมที่เหมาะสมของผู้ป่วยเฉพาะตน เเต่ละรายอย่างละเอียด ศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะตรวจสอบว่า ค่าที่ได้จากระบบนั้นถูกต้องหรือไม่ ก่อนจะลงมือผ่าตัดจริงในแต่ละขั้นตอน ซึ่งทำให้การผ่าตัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตัดกระดูกได้ถูกต้องแม่นยำและมีความเที่ยงตรงมาก เนื่องจากศัลยแพทย์สามารถทราบถึงความละเอียดของการตัดกระดูกเป็นมิลลิเมตร

สัญญาณอันตรายหากมีอาการดังต่อไปนี้
 1. เวลาคุณเหยียดและงอเข่าแล้วมีเสียงดังกุบกับกุบกับ หรือไม่?
 2. เวลาคุณลงน้ำหนักที่เท้าแล้วเจ็บหัวเข่า หรือไม่?
 3. คุณกินยาแก้ปวดข้อมานานเกินสามเดือนเพราะเข้าใจว่าวิธีรักษาปวดข้อต้องใช้ยาอย่างเดียวหรือไม่?
 4. คุณเคยออกกำลังกายประจำแต่ตอนนี้กลายเป็นคนขี้เกียจเพราะปวดหัวเข่าหรือไม่?
 5. ข้อที่เคยขยับอ้าหุบได้ไม่มีข้อจำกัด ตอนนี้คุณสามารถขยับได้น้อยลงกว่าเดิมหรือไม่?
 หากคุณพบว่ามีอาการใดอาการหนึ่ง อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคสำคัญ ดังนั้น คุณควรพบและปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยโดยละเอียด
โรงพยาบาล พญาไท  โทร.1772