ไลฟ์สไตล์

มหา’ลัยหนุนสกอ.เป็นศูนย์รับตรง

มหา’ลัยหนุนสกอ.เป็นศูนย์รับตรง

27 ต.ค. 2552

แต่ขอให้ซักซ้อมทำความเข้าใจร่วมกันทุกฝ่าย ฝากนการกำหนดค่าน้ำหนักขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละแห่งเอง ไม่ควรเริ่มต้นในทันที ควรประกาศให้เด็กทราบล่วงหน้า 3 ปี ขณะที่บางแห่งหวั่นกระทบปรัชญามหา’ลัย ทำงานซ้ำซ้อน

 (27ต.ค.)จากกรณีที่ประชุมเชิงนโยบายเพื่อระดมความคิดเรื่องการพัฒนาการศึกษาทั้งระบบเพื่อพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชนไทย ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ได้มีข้อสรุปเสนอต่อที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ให้มีหน่วยงานกลางทำหน้าที่ประสานการรับนักศึกษาโดยวิธีรับตรงแบบปกติ เพื่อแก้ปัญหานักศึกษาวิ่งรอกสมัครและการสละสิทธิ์ที่นั่ง ล่าสุด นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) เป็นหน่วยงานประสานงานในการรับตรงของทุกมหาวิทยาลัย

 รศ.ดร.บุญสม  ศิริบำรุงสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)กล่าวว่า เห็นด้วยและสนับสนุนเพราะสกอ.มีหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ แต่น่าเห็นใจตรงที่อำนาจในการรับนักศึกษาเป็นของสภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง สกอ.จึงต้องใช้การประสานงานและมหาวิทยาลัยต้องเห็นร่วมด้วย ทั้งนี้เพื่อลดการสอบ ควรให้ใช้ข้อสอบกลางของสถาบันทดสอบทางการศึกษา(สทศ.) มาเป็นองค์ประกอบในการคัดเลือกในระบบรับตรง แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้เป็นดุลพินิจของแต่ละมหาวิทยาลัยในการกำหนดค่าน้ำหนักเอง ทั้งนี้ไม่ควรเริ่มต้นในทันที ควรประกาศให้เด็กทราบล่วงหน้า 3 ปี เพื่อเตรียมตัวได้ทันตั้งแต่ระดับชั้นม.4

 “หากสกอ.เป็นหน่วยงานกลางในการรับตรงแบบปกติได้ ถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะลดภาระของมหาวิทยาลัยในการรับตรงแบบพิเศษ ลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง และลดภาระของนักเรียนที่ต้องวิ่งสอบหลายที่ ซึ่งเด็กต่างจังหวัดเดินทางไปสอบแต่ละครั้งเสียค่าใช้จ่ายเป็นหมื่น” รศ.ดร.บุญสม กล่าว

 รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ธัญบุรี และประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(ทปอ.มทร.) กล่าวว่า ยินดีตอบสนองนโยบาย เพียงแต่อยากให้คิดเผื่อไว้ด้วยว่าหลายที่อาจเดินหน้าเรื่องนี้ไปแล้ว เพราะฉะนั้นหากสกอ.เป็นเจ้าภาพควรต้องฟังข้อมูลว่าแต่ละมหาวิทยาลัยดำเนินการไปเท่าไรแล้ว และนำมาผสมผสานกัน โดยต้องประชุมซักซ้อมความเข้าใจกัน ส่วนหลักการที่ดีในแนวทางปฏิบัติ ว่าต้องป้องกันการสละสิทธิ์หรือไม่นั้น อยากให้รับฟังความเห็นจากหลายๆ ฝ่าย

 ดร.สว่าง ภู่พัฒน์วิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) พิบูลสงคราม กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นนโยบายที่ดี และเห็นด้วย แต่อยากตั้งข้อสังเกต 2 ประการ คือ 1.ปรัชญามรภ.ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการสังคมโดยตรง อาจจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เนื่องจากมหาวิทยาลัยต้องประสานงานกับส่วนกลาง 2.อาจเป็นการทำงานซ้ำซ้อน โดยส่วนกลางทำระบบแอดมิชชั่นส์กลางแล้ว ต้องมาทำระบบรับตรงปกติอีกด้วย ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยเองต้องทำงานซ้ำสองครั้งเช่นกัน แทนที่จะทำแค่ครั้งเดียว โดยเดิมรับระบบรับตรงพิเศษและรับตรงปกติพร้อมกัน แต่ต่อไปต้องแยกจากกัน เพราะในส่วนของรับตรงปกติต้องรอข้อมูลจากสกอ. ก่อนแล้วจึงจะมาดำเนินการต่อ