
วิจัยพบคนกรุงส่อลอยแพผู้สูงอายุ
นักวิชาการ เผยผลวิจัย พบผู้สูงอายุในกทม.เกินครึ่งถูกลอยแพ กว่า 3 หมื่นคนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แนวโน้มลูกหลานจ้างคนนอกหรือฝากสถานบริการรับดูแลเพิ่มสูงขึ้น ชี้ภาระค่าใช้จ่ายคนแก่เฉลี่ยตกปีละ 2 หมื่นบาท เสนอรัฐเร่งสนับสนุนให้มีการประกันดูแลผู้สูงอายุใ
รศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยการเงินการคลังสำหรับการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในเขตกรุงเทพฯและภูมิภาค ซึ่งสนับสนุนโดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า การวิจัยดังกล่าวเป็นการหยิบยกการดูแลระยะยาวผู้สูงอายุในเขตกทม.มาวิเคราะห์ เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับความต้องการการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพา เพื่อหาแนวทางในการสนับสนุน ส่งเสริม รวมทั้งการกำกับดูแลผู้ดูแลและผู้สูงอายุตามบ้านและในสถานบริการหรือศูนย์บริการดูแลผู้สูงอายุในเขตกทม. นอกจากนี้ยังได้วิเคราะห์ต้นทุนค่า ใช้จ่ายการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว เพื่อประมาณการด้านภาระทางการเงินการคลังที่ต้องแบกรับทั้งในระดับครัวเรือน
รศ.ดร.วรเวศม์ กล่าวว่า การวิจัยได้ทำการสำรวจผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชนอาคารจำนวน 50 บล็อก ซึ่งกระจายอยู่ใน 50 เขต กทม. จำนวนครัวเรือนตัวอย่างศึกษา 1,297 ครัวเรือน มีผู้สูงอายุที่ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,623 คน โดยผลการสำรวจจากจำนวนผู้สูงอายุ 6 แสนคน พบว่าร้อยละ 90 มีการพึ่งพาระดับน้อยที่สุด ร้อยละ 5.4 มีระดับการพึ่งพามากหรือพึ่งพาผู้อื่นทั้งหมด โดยในกลุ่มหลังคิดเป็นจำนวน 32,641 คน แบ่งเป็นผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นทั้งหมดจำนวน 24,783 คน และผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นมากจำนวน 7,858 คน
รศ.ดร.วรเวศม์ กล่าวว่า ผลการสำรวจชี้ชัดว่า การพึ่งพาดูแลผู้สูงอายุจากครอบครัวทำได้ยากขึ้น ทำให้ต้องพึ่งพาผู้ดูแลภายนอนและการดูแลจากสถานบริการหรือศูนย์บริการดูแลผู้สูงอายุ และจากการสำรวจผู้สูงอายุที่ใช้บริการดังกล่าวพบว่า กว่าร้อยละ 59 ใช้บริการแบบเช้าไปเย็นกลับ ขณะที่ร้อยละ 95 ใช้บริการแบบค้างคืน ขณะที่สถานบริการหรือศูนย์บริการฯส่วนใหญ่ให้บริการแบบค้างคืนร้อยละ100
อย่างไรก็ตามพบว่า สถานบริการหรือศูนย์บริการดูแลผู้สูงอายุบางแห่ง มีเงื่อนไขไม่รับบริการผู้สูงอายุที่มีอาการทางจิตเวช เฉลี่ยร้อยละ 68-90 กลุ่มที่มีอาการหนักบางประเภท เช่นมีอาการเสี่ยงทางกายอย่างเฉียบพลันร้อยละ 19-50 และกลุ่มที่ต้องให้ออกซิเจนร้อยละ 14-18 ขณะที่ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าจ้างในการดูแลผู้สูงอายุ ในสถานบริการ จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ผู้ที่มีใบประกาศนียบัตร เฉลี่ย 8,275 -10,633 บาทต่อเดือน ส่วนผู้ที่มีประสบการณ์แต่ไม่มีใบประกาศนียบัตร เฉลี่ย 8,214-10,286 บาทต่อเดือน และกลุ่มที่ไม่มีประสบการณ์ เฉลี่ย 8,033-9,180 บาทต่อเดือน
รศ.ดร.วรเวศม์ กล่าวว่า จากผลวิจัยชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มผู้สูงอายุในเขตเมืองโดยเฉพาะเขตกทม. มีความต้องการบริการการดูแลจากภายนอกครอบครัวมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุระดับพึ่งพาไม่สูง แต่ต้องอยู่ตามลำพังพบร้อยละ 54 ส่วนผู้สูงอายุที่มีฐานะ จะจ้างผู้ดูแล หรือคนในครอบครัวคอยดูแลพบร้อยละ 41 ขณะที่ผู้สูงอายุที่มีระดับการพึ่งพาสูงและมีคนในครอบครัวดูแลพบร้อยละ 4
รศ.ดร.วรเวศม์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการคำนวณ ต้นทุนค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุ พบว่า ค่าใช้จ่ายรวมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.1 หมื่นบาทต่อคนต่อปี หากเป็นผู้สูงอายุที่มีระดับการพึ่งพาสูงและต้องจ้างคนนอกดูแลทั้งหมด จะสูงถึง 1.4 แสนบาทต่อคนต่อปี ทั้งนี้การคาดการณ์ต้นทุนรวมในการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาวทั้งหมด 6 แสนคน อยู่ที่ 12,933 ล้านบาทต่อคนต่อปี ในจำนวนนี้แบ่งเป็น ค่าใช้จ่ายประจำด้านการดูแลสุขภาพหรือการดูแลชีวิตประจำวัน 8,614 ล้านบาท ค่าเสียโอกาสของผู้ดูแลที่เป็นสมาชิกของครัวเรือน ประมาณ 2,567 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ดูแลจากนอกครัวเรือน 783 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในสถานบริการแบบค้างคืนประมาณ 558 ล้านบาท ค่าอุปกรณ์และกายอุปกรณ์ประมาณ 61 ล้านบาท และค่าซ่อมแซมบ้านเพื่อการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุประมาณ 348 ล้านบาท หากพิจารณาเฉพาะรายการการซื้อบริการดูแลจากภายนอกครอบครัว (จ้างผู้ดูแลจากนอกครัวเรือนและใช้บริการสถานบริการแบบค้างคืน) รวมเป็น 1,341 ล้านบาท
" การเลือกใช้บริการจากผู้ดูแลภายนอกหรือสถานบริการดูแลผู้สูงอายุ ขึ้นอยู่กับรายได้และภาระค่าใช้จ่ายของแต่ละครอบครัว และราคาของค่าบริการเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามยังมีต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น คือค่าเสียโอกาสของผู้ดูแลที่เป็นสมาชิกในครอบครัวที่จำเป็นต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลผู้สูงอายุ หรือแม้แต่ต้องลางานเพื่อมาดูแลเป็นครั้งคราว”หัวหน้าโครงการวิจัยฯกล่าว
รศ.ดร.วรเวศม์ กล่าวว่า จากผลการวิจัยดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลควรสนับสนุนให้มีการประกันดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว รวมถึงการออกมาตรการลดหย่อนภาษีให้กับผู้ที่ต้องดูแลผู้สูงอายุ นอกจากนี้ควรสร้างกฎกติกาที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้สูงอายุและครอบครัวที่จะใช้บริการจากสถานบริการหรือศูนย์บริการดูแลผู้สูงอายุ โดยจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดบริการฯเพื่อกำหนดกติกาที่เป็นธรรม ขณะที่ กทม. ควรสร้างศูนย์บริการดูแลผู้สูงอายุ ในพื้นที่ต่าง ๆ ให้ทั่วถึง พร้อมทั้งให้คำปรึกษากับผู้ดูแลเพื่อลดความเครียดจากการดูแลผู้สูงอายุ



