ไลฟ์สไตล์

"3 G" เทคโนโลยี 2 ด้าน?

"3 G" เทคโนโลยี 2 ด้าน?

26 ต.ค. 2552

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ได้เขียนบทความเรื่อง 1-2-3 GO (3G) ผ่านทางบล็อก โอเคเนชั่น

(http://www.oknation.net/blog/korbsak/2009/10/19/entry-1#) ความว่า

เสียงบ่นดังขึ้นทุกวัน  ไทยล้าหลัง  เขมรก็มี 3G ลาวก็มี 3G   ไทยไม่เอาไหนเลย   แค่นี้ยังไม่มีปัญญา   เขาบ่นกันอย่างนี้ละครับ    แล้วทำท่าว่าพี่ไทยจะไม่มีปัญญาจริงๆเสียด้วย

ความจริงเพื่อนบ้านไม่ได้เก่งกว่าเราหรอกครับ  เพียงแต่เขาเพิ่งจะเริ่ม  จึงสามารถพัฒนาเดินหน้าได้ง่ายและเร็วกว่า  สร้างบ้านใหม่ ง่ายกว่าซ่อมบ้านเก่าให้เป็นบ้านใหม่    หลายครั้ง  รื้อแล้วทำใหม่อาจดีกว่าเสียด้วยซ้ำ

บ้านเราเริ่มระบบไร้สายที่เรียกว่า 1G 30ปีมาแล้วครับ   จำไม่ผิดน่าจะเป็นพ.ศ.2523   ตอนนั้นใช้ระบบอะนาล๊อก   แล้วเปลี่ยนเป็น 2G ที่เรียกว่าดิจิตอล ในขณะนั้นโทรศัพท์คือโทรศัพท์   เม้าท์ได้อย่างเดียว  ผ่านไปสักพัก พูดคุยไม่พอแล้ว  ต้องทำอย่างอื่นได้อีก (SMS, MMS)    มาถึงวันนี้ เริ่มใช้อี-เมล์  โหลดภาพ โหลดเพลง โหลดคลิปหนังได้  เรามีระบบ GPRS EDGE รองรับความต้องการ  แต่เรายังไม่มี 3G  ทำให้การบริการไม่สะดวกและรวดเร็วอย่างใจคิด

เสียงบ่นเพราะอุตสาห์ซื้อเครื่อง 3G มาแต่ใช้ไม่ได้ มีแต่เครื่อง ไม่มีระบบรองรับ   เหมือนกับมีเงินซื้อปอร์เช่   แต่ต้องรองบไทยเข้มแข็ง  เพราะถนนมีแค่ 2 เลน ยังมี 4 เลนไม่ครบทุกเส้นทาง   รัฐบาลไม่ก่อสร้างให้สมบูรณ์เสียที   ซิ่งรถคันโปรดทั่วไทยไม่ได้  อุตสาห์ผลาญเงินไปแล้วด้วย

ลองมาวิเคราะห์กันดีกว่า  ว่าทำไม 3G ไม่คลอดเสียที   เป็นเพราะอะไรกันแน่

ตลาดมีไม่มากพอ  ลงทุนวันนี้แล้วอาจมีลูกค้าน้อยเกินไป   ไม่คุ้มกับเงินที่ต้องลงทุน  

หรือหน่วยงานของรัฐเดินหน้าช้า ปัญหาเก่ามีมาก  แก้ไขยาก  ผลกระทบมหาศาล 

หรือล่าช้าเพราะผู้ได้ประโยชน์ยังฮั้วไม่ติด   แบ่งเค้กยังไม่ลงตัว   
จะเริ่มเรื่องที่ง่ายสุดก่อน คือ  ตลาดของ 3G

คนไทยเป็นเจ้าของเบอร์โทรศัพท์มือถือกว่า 60 ล้านเลขหมาย เกือบเท่าจำนวนประชากร   เพราะมีไม่น้อยรายที่มีมือถือมากกว่า 1 เลขหมาย  การแข่งขันทางการตลาดทำให้ทุกอย่างบิดเบือน  ออกโปรโมชั่นใหม่ที  ก็เปลี่ยนเบอร์โทรกันที  ตรงนี้ไม่ว่ากัน   ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย  มาดูกันว่าเมื่อมีผู้ใช้บริการมากขนาดนี้แล้ว  ตลาดยังมีอนาคตหรือไม่

ดูเผินๆเหมือนว่าธุรกิจมือถือน่าจะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว โดยเฉพาะในเขตเมืองหลวงและเขตหัวเมือง  แต่ถ้าดูตัวเลขลึกหน่อย  พบว่าตัวเลขผู้ใช้มือถือแถวภาคอีสานและภาคเหนือ  ยังไม่มาก ประมาณร้อยละ 50   แสดงว่าตลาดน่าจะขยายได้อีก  แต่เป็นตลาดล่างที่ผู้ใช้บริการใช้มือถือพูดคุยกันเป็นส่วนใหญ่ 

มองภาพทั่วไทย  ตัวเลขรายได้ 85% ของบริษัทฯมาจากการบริการด้านเสียง   ส่วนที่เหลือ 15% ของรายได้เป็นส่วนของลูกค้าที่ต้องการใช้บริการอื่นๆ

ชัดเจนว่า  ตลาดล่างขยายได้อีกมาก  ข้อเสียของตลาดล่างคือผู้ลงทุนได้แค่ค่าบริการจากเสียง ลูกค้าซื้อมือถือไว้พูดคุยล้วนๆ บริษัทผู้ให้บริการจะมีรายได้เข้าไม่มาก   ถ้าผู้ให้บริการจะลงทุนเพิ่ม   ต้องคิดหนัก   อาจไม่คุ้มทุน   

สำหรับตลาดบน  ผู้ใช้มือถือที่มีรายได้ปานกกลางหรือสูง  มีมือถือกันกว่า 100%   จึงต้องมองกันว่าจะขยายตลาดส่วนนี้ได้อย่างไร

ช่องเปิดของตลาดกลางและตลาดบนคือบริการด้านอื่นๆ   จะมีลูกค้าส่วนหนึ่งที่ต้องการใช้บริการที่นอกเหนือไปจากการพูดคุยหรือส่ง SMS MMS   แต่ยังไม่มีใครกล้าฟันธงว่าจำนวนส่วนนี้มีมากหรือน้อยเพียงใด   เห็นชัดว่าผู้บริการใดได้ระบบ 3G ก่อน ก็น่าจะแย่งลูกค้า (ที่ไม่แน่ว่ามีมากน้อยเพียงใด) ได้ก่อน   จึงหนีไม่พ้นที่ผู้ประกอบการต้องพัฒนาระบบจาก 2  2.5 หรือ 2.75 G ในปัจจุบัน เป็น 3G  

ที่น่าสนใจคือ   วันนี้เราไม่ได้พูดถึงว่าจะได้ลูกค้าใหม่   แต่จะเป็นลูกค้าเก่าที่เปลี่ยนจาก 2G เป็น 3G  จึงมีคำถามต่อเบื้องต้นว่ารัฐจะเสียผลประโยชน์หรือไม่จากการที่ลูกค้าอาจเปลี่ยนระบบ จาก 2G เป็น 3G 

ตรงนี้มีนัยยะสำคัญมาก เพราะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่รัฐพึงได้รับ  ระบบ 2G รัฐมีรายได้จากสัญญาสัมปทาน   ถ้าลูกค้าเปลี่ยนจาก 2G เป็น 3G รายได้ค่าสัมปทานจะลดลง   ระบบ 3G เป็นระบบที่กทช.จะเป็นผู้ดำเนินการประมูล รัฐจะมีรายได้อย่างไร   ยังไม่มีคำตอบ   ( รายละเอียดรออ่านตอนที่สอง )

กลับมาดูตลาด 3G กันอีกครั้ง  ถ้าใช้หลักคิดง่ายๆว่าคนเมืองที่มีฐานะปานกลางและฐานะดีอยากได้ 3G    เพราะทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น   ทำงานได้ตลอดเวลา ติดต่อใครก็ได้  ที่ไหนก็ได้ ตราบใดที่แบตในมือถือยังไม่หมด ( ผมไม่แน่ใจว่าพวกเราอยากที่จะอยู่ในสภาพอย่างนั้นหรือไม่)  ตลาดนี้ก็น่าจะโตได้อีก เพียงพอคุ้มค่ากับการลงทุน

แต่ถ้าถามว่า   วันนี้เราไม่มี 3G เราอยู่กันอย่างไร

ตอบว่า สบาย สบาย   เพราะระบบ GPRS   EDGE ความเร็วปัจจุบันก็ไม่ถึงกับเลวร้าย   ใช้งานได้เกือบครบขณะที่เดินทาง   แต่ถ้านั่ง นอน อยู่บ้าน  อยู่ที่ทำงาน  ไร้สายผ่านเข้าอินเตอร์เน็ทก็สดวก  และถ้าระบบอินเตอร์เน็ทดีเยี่ยม    งดดู you tube ระหว่างการเดินทาง   รอให้ถึงบ้านก่อนก็ได้  อย่างน้อยไม่เกิดอุบัติเหตุขณะขับรถ  หรือโดดลงสถานีรถไฟฟ้าไม่ทัน

ที่ไม่ดีก็ตอนที่โทรศัพท์ถึงแฟนจะไม่ได้เห็นหน้ากันเท่านั้น  ( 3G ตอบรับความต้องการตรงนี้ได้ )

อย่าเพิ่งรวบรัดว่าผมไม่ต้องการให้ 3G เกิด  ผมเชื่อในเทคโนโลยี่ที่ทันสมัย และเชื่อว่าเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นประโยชน์  ควรเดินหน้าต่อ   เพียงแต่ผมหวังว่าผู้รับผิดชอบคือ กทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสสระ ต้องคิดให้หนักว่า ปัจจุบันตลาดเล็ก  และมีความไม่แน่นอนอยู่มาก นโยบายการประมูลต้องให้เหมาะสม โปร่งใส และรัฐไม่เสียประโยชน์ที่พึงจะได้รับ  จะใช้นโยบายเสรี  ใครอยากลงทุน 3G ก็เชิญ ออกใบอนุญาตให้มากเข้าไว้  หรือ  จำกัดใบอนุญาตในระยะแรก  แล้วค่อยๆเพิ่มเมื่อตลาดตอบสนอง   แต่ก็อีกครับไม่ว่าจะเลือกทางไหนมีทั้งผลดีและผลเสียทั้งนั้น 

ที่สำคัญธุรกิจโทรคมนาคมไร้สายเป็นการนำคลื่นความถี่มาทำให้เกิดประโยชน์  ทั้งต่อสังคมและผู้ลงทุนประกอบการ คลื่นความถี่นี้เป็นสมบัติของชาติ  ผลประโยชน์เข้ารัฐจึงต้องเป็นธรรม   ต้องระมัดระวังอย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก   งานนี้สำคัญครับ

ผมใช้เวทีนี้แสดงความคิดเห็น  ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง   แต่ก็จะใช้จุดยืนที่ได้แสดงไว้ในที่นี้  ในการทำหน้าที่ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้จนกว่าจะลาออกจากตำแหน่งตามคำบัญชาของท่านนายกรัฐมนตรี

คุยกันได้ประเด็นเดียว  เหลืออีก  2 ประเด็นที่เข้มข้นกว่า   ขอเป็นสัปดาห์หน้าครับ 

ผมได้เล่าให้ฟังถึงปัญหาของ 3G ว่าไม่น่าจะเกิดได้เร็ว   ได้พูดถึงอุปสรรคสำคัญคือความไม่แน่นอนของตลาด  ไม่แน่ใจว่าผู้ใช้บริการจะมีมากพอรองรับใบอนุญาตที่อาจจะมีแจกกันถึง 4 ใบ   ยังไม่นับส่วนของรัฐวิสาหกิจที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้ว 1 ราย  รวมทั้งความกังวลว่า  ผู้ใช้ระบบ 2G ปัจจุบันจะเปลี่ยนเป็นระบบ 3G ในอนาคต   ส่งผลให้รายได้ของรัฐฯน้อยลงอย่างมหาศาล  และจะเป็นประเด็นทางการเมืองที่สำคัญที่สุด

ผมได้เน้นเรื่องหน้าที่ของรัฐฯในการดูแลผลประโยชน์ของประเทศ    ธุรกิจโทรคมนาคมไร้สายเป็นธุรกิจที่นำคลื่นความถี่ซึ่งเป็นสมบัติของแผ่นดินไปหาผลประโยชน์   จึงจำเป็นที่รัฐฯต้องระมัดระวังการบริหารในทุกขั้นตอนเพื่อให้เกิดประโยชน์สุงสุดกับทิศทางการพัฒนาประเทศ

คำถามว่ารัฐบาลปัจจุบันจะเดินต่องานพัฒนาระบบการสื่อสารไร้สายในอนาคตอย่างไร  จะแก้ปัญหาที่มีมาช้านานและสะสมไว้จนดูเหมือนจะไม่มีทางออกได้หรือไม่    จะแก้ไขกันแบบไหน

ก่อนคิดหาคำตอบ    คงต้องเข้าไปศึกษาข้อมูลกันเสียก่อน   ขอเริ่มที่หน่วยงานของรัฐฯที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง

บริษัท ทีโอที จำกัด และ บริษัท กสท.คมนาคม จำกัด เป็นรัฐวิสาหกิจกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเทคโนโลยี่สารสนเทศและการสื่อสารในปัจจุบัน  เดิมอยู่ภายใต้กระทรวงคมนาคม   สองบริษัทนี้รับภาระเต็มๆเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคม

ที่มาที่ไปของกิจการโทรคมนาคมของเราในอดีตเป็นอย่างไร  ถ้าจะเล่าให้ครบคงต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการเรียบเรียง   ผมจะขอรวบลัด   จะคุยกันเฉพาะธุรกิจสื่อสารไร้สายเป็นหลัก  ธุรกิจนี้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการเกือบทั้งหมดโดยได้รับสัญญาสัมปทานกับรัฐฯผ่านบริษัททีโอที และ บริษัทกสท.  ขมวดประเด็นได้ว่ารัฐวิสาหกิจทั้งสองได้มีสัญญาสัมปทานไว้กับภาคเอกชน   หลายสัญญา  หลายบริษัทฯ

ต่อมากิจการโทรคมนาคมของเราได้มีการพัฒนาเพื่อให้การกำกับดูแลในส่วนของภาครัฐโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น  ได้มีการตราพรบ.การประกอบกิจการโทรคมนาคมในปี 2544   หัวใจสำคัญของพรบ.ฉบับนี้คือการกำเนิดขององค์กรอิสสระที่มีชื่อว่ากทช.    กทช.รับหน้าที่กำกับดูแลการประกอบธุรกิจโทรคมนาคมไม่ให้เกิดการผูกขาดหรือเกิดความไม่เป็นธรรม
  
วันนี้เราได้เห็นบทบาทของกทช.มากขึ้น    เป็นต้นว่ากทช. เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการออกใบอนุญาตการทำธุรกิจ 3 G เป็นต้น
 
กลับมาวิเคราะห์เรื่องปัญหาที่เกริ่นไว้เบื้องตันกันครับ
 
ปัญหาที่หนึ่ง    เรื่องของสัญญาสัมปทาน

สัญญาสัมปทานเหล่านี้  ลงนามข้อตกลงกันมานานแล้ว  และต่อมาได้มีการแก้ไขสัญญาหลายครั้ง   การแก้ไขสัญญามีตั้งแต่การแก้ไขในทางเทคนิคเล็กๆน้อยๆ  ไปจนถึงการแก้ไขสัญญาที่รัฐเสียเปรียบ  เพราะเป็นการแก้ไขที่มีผลกระทบกับรายได้ของรัฐ  ( ในทางที่ทำให้รายได้ของรัฐฯน้อยลง )  ผมเคยเขียนรายละเอียดไว้ในหนังสือ “ใครว่าคนรวยไม่โกง “  อยู่ในหัวข้อ “ โกงซึ่งหน้า แก้สัญญามือถือ ” อ่านได้ที่ http://www.korbsak.com/book2.htm   รวมไปถึงการแก้ไขสัญญาในลักษณะที่เป็นการต่ออายุของสัญญาสัมปทานให้นานขึ้น

ผมจะขอไม่เข้าไปในรายละเอียดถึงเนื้อหาของการแก้ไข   เพราะได้มีการพูดคุยกันในเรื่องเหล่านี้มาหลายเวทีแล้ว   แต่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบว่า   คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความว่าการแก้ไขสัญญาสัมปทานเหล่านี้    เป็นการแก้ไขที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

เช่น ในกรณีที่บริษัททีโอที ได้แก้ไขสัญญาร่วมงานกับ บริษัทเอ ไอ เอส  รวม 7 ครั้งนั้น   ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย   และที่บริษัทท๊โอทีแก้ไขสัญญาร่วมงานกับบริษัททรูรวม 21 ครั้ง  ก็ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
 
รวมทั้งที่บริษัทกสท. แก้ไขสัญญาร่วมงานกับบริษัทดีแทค  รวม 3 ครั้ง  ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเช่นกัน
 
คณะกรรมการกฤษฎีกาได้แจ้งผลคำวินิจฉัยให้หน่วยราชการได้ทราบ กฤษฎีกาวินิจฉัยว่าการแก้ไขที่ได้ดำเนินไปแล้วไม่ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายและขอให้รัฐวิสาหกิจได้เร่งดำเนินการเจรจากับคู่สัญญาเพื่อขอให้มีการแก้ไขสัญญาใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

คำวินิจฉัยของกฤษฎีกานี้ดูว่าจะไม่มีผล  ไม่มีความหมายสำหรับรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่ง    เพราะถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆทั้งสิ้น  ไม่มีการรับรู้และปฎิบัติตามคำวินิจฉัยแต่ประการใด   ผ่านมากว่าสองปีแล้วครับ

ปัญหาที่สอง     ข้อพิพาท

หลายปีที่ผ่านมา   ได้เกิดข้อพิพาทระหว่างบริษัทฯที่เป็นรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนที่เป็นคู่สัญญา   จนเป็นเรื่องถึงโรงถึงศาล    ไม่มีเนื้อที่พอที่จะแจกแจงว่าพวกนี้เขาทะเลาะกันเรื่องอะไรบ้าง  แต่ถ้าดูจากตัวเลขมูลค่าทุนฟ้อง  ท่านผู้อ่านคงพอคาดเดาได้ว่าเป็นคดีที่หนักหรือเบาเพียงใด  ( ข้อมูลจากกระทรวงการคลัง )
 
บริษัท ทีโอที   ในฐานะเป็นผู้ฟ้อง    มูลค่า 20,000 ล้านบาท   ในฐานะเป็นผู้ถูกฟ้อง  มูลค่า  50,000 ล้านบาท

บริษัท กสท.    ในฐานะเป็นผู้ฟ้อง    มูลค่า 24,000 ล้านบาท   ในฐานะเป็นผู้ถูกฟ้อง  มูลค่า   3,000 ล้านบาท

แม้กระทั่งระหว่างบริษัท ทีโอที  และบริษัทกสท.  ก็ยังมีคดีฟ้องร้องกันเองครับ

ข้อพิพาทมีตั่งแต่การใช้เสาอากาศ   ภาษีสรรพสามิต  การแบ่งรายได้  จนถึงค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (interconnection charge )    เห็นแล้วหรือยังครับว่า  ธุรกิจโทรคมนาคมของไทยเรามันยุ่งเหยิง  มีปัญหา คาราคาซัง มากเพียงใด

ปัญหาที่สาม    บทบาทหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจ

กิจการโทรคมนาคมของเราในอดีตให้บทบาทและหน้าที่ผ่านไปที่หน่วยงานของรัฐคือบริษัททีโอที   และบริษัท กสท.   เอกชนรายใดจะประกอบกิจการโทรคมนาคมต้องได้เป็นคู่สัญญากับทั้งสองหน่วยงานนี้   วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว หน่วยงานอิสระที่ชื่อว่ากทช.รับบทบาทนี้แทน    กทช.กลายเป็นผู้รับผิดชอบในการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแต่ผู้เดียว    ถ้าบริษัททีโอที และบริษัทกสท. ต้องการจะหารายได้จากการประกอบกิจการก็ต้องมาประมูลแข่งขัน    เช่นเดียวกับภาคเอกชนรายอื่นๆ

ความยุ่งยากมันอยู่ตรงนี้ครับ    สัญญาสัมปทานที่บริษัทเอกชนมีไว้กับทีโอที และ กสท. ยังไม่หมดอายุ ขณะเดียวกันทีโอที และ กสท.ก็ต้องการจะลงมาเล่นเป็นผู้ประกอบการเสียเอง    บทบาทของทั้งสองหน่วยงานจึงซ้ำซ้อน  อยากจะเป็นทั้งผู้กำกับ  มีรายได้จากสัญญาสัมปทาน พร้อมกับการต้องการเป็นผู้ประกอบการ  แข่งกับภาคเอกชนอีกต่างหาก

แม้กระทั่งการดำเนินธุรกิจของทั้งสองหน่วยงานนี้ก็มีส่วนที่ซ้ำซ้อนกันอยู่เช่นกัน

ที่สนุกขึ้นไปอีกคือ  สัญญาสัมปทานที่รัฐฯ มีกับภาคเอกชนนั้นเป็นสัญญาในลักษณะ สร้าง  โอน   ดำเนินการ  ( BTO )แปลว่า  ผู้ได้รับสัญญาสัมปทานเมื่อสร้างเสร็จแล้ว  ต้องโอนทุกอย่างให้เป็นสมบัติของรัฐฯ   บริษัทฯเอกชนเป็นเพียงผู้ดำเนินการ   เมื่อมีรายได้ก็ต้องนำรายได้นั้นมาแบ่งให้กับภาครัฐฯ   สิ่งก่อสร้าง  อุปกรณ์ทั้งหมดเป็นสมบัติของหลวงทั้งสิ้น

เริ่มมีคำถามว่า  ถ้าบริษัทฯเหล่านี้จะเข้าประมูลงาน 3G   บริษัทฯ มีสิทธิที่จะใช้อุปกรณ์ที่เป็นส่วนของสัญญาสัมปทานมาใช้ในระบบ 3G โดยไม่ต้องลงทุนใหม่หรือไม่    รวมทั้งเมื่อลูกค้าต้องการเปลี่ยนระบบ 2G เป็น 3G   รายได้จากระบบ 2G เดิมที่มีแบ่งให้ทีโอทีและกสท. ตามสัญญาสัมปทานนั้น  จะหดหายไป   ใครรับผิดชอบ
 
ท่านผู้อ่านพอเห็นภาพแล้วใช่ไหมว่า 3G อาจเป็นเพียงภาพลวงตา   เป็นไปได้หรือไม่ที่ขณะนี้มีการแย่งใบอนุญาตกันมาก   ไม่ใช่เพราะมีลูกค้า3G เพียบ   แต่เป็นเพียงแผนของธุรกิจ  เป็นการย้ายฐานลูกค้า  ที่แต่เดิมเคยอยู่ในระบบ 2G ซึ่งบริษัทฯต้องแบ่งรายได้จากลูกค้า 2G ให้กับรัฐฯตามสัญญาเก่า   ย้ายลูกค้าไปอยู่ภายใต้บริษัท 3G ที่กำลังจะก่อตั้งใหม่  ไม่ต้องแบ่งรายได้จากลูกค้า 3G ให้รัฐฯอีกต่อไป   หรือแบ่งในอัตราที่ต่ำกว่าเดิมมาก   แม้ว่าจะต้องจ่ายค่าใบอนุญาตให้กทช.  ก็ยังสุดคุ้ม

ผมเชื่อว่า  ประชาชนผู้เสียภาษีคงไม่ยอมอย่างแน่นอน  ถ้ากทช. เดินเรื่องการประมูลแล้วทำให้รัฐเสียหาย

ที่เหลือคงต้องรอคุยกันต่อในสัปดาห์หน้าครับ