
ประสาทหู เสื่อม
เคยเชื่อกันว่า คนที่หูหนวกมาแต่กำเนิดจะต้องสูญเสียการได้ยินไปตลอดชีวิต แต่คงไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า วิวัฒนาการทางการแพทย์ที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งและน่ามหัศจรรย์ จะช่วยให้คนที่เคยสิ้นหวังทางการได้ยินกลับมามีชีวิตใหม่ได้
การผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียม หรือ Cochlear Implants มีวิวัฒนาการมา 30 ปี องค์การอาหารและยา (เอฟดีเอ) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ให้การยอมรับการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมในเด็ก เมื่อปี พ.ศ.2533 จากการติดตามผู้ป่วยวัยทำงานสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ และผู้ป่วยเด็กสามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้ดีขึ้นอย่างมาก ไม่เป็นใบ้สามารถเรียนในโรงเรียนปกติได้ ไม่ต้องเข้าโรงเรียนสอนคนหูหนวก
Cochlear Implant คือประสาทหูเทียม คล้ายๆ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่สามารถช่วยกระตุ้นประสาทการได้ยิน ทำให้การได้ยินดีขึ้น จึงทำให้การสนทนาโต้ตอบดีขึ้นด้วย ประสาทหูเทียมนี้ส่วนหนึ่งจะถูกผ่าตัดฝังไว้หลังหู ซึ่งแพทย์จะฝังตัวรับไว้บนกระดูกหลังใบหู และสอดชุดสายไฟฟ้าไปตามอวัยวะรับเสียงส่วนก้นหอย ไม่สามารถมองเห็นได้เพราะมีผิวหนังปกคลุมสนิท แต่อีกส่วนหนึ่งอยู่ภายนอก มีรูปร่างคล้ายเครื่องช่วยฟังแบบทัดหลังหู หรือถ้าเป็นแบบกระเป๋าจะมีสายและมองเห็นได้ชัดเจน เป็นส่วนรับเสียงจากภายนอก เพื่อส่งต่อไปยังตัวส่งไปสู่ประสาทที่ผ่าฝังไว้หลังหู
ประสาทหูเทียม เป็นเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ทำหน้าที่รับสัญญาณเสียงแทนอวัยวะรับเสียง โดยเครื่องนี้จะเปลี่ยนสัญญาณเสียงแทนอวัยวะรับเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นประสาทรับเสียงต่อไปยังสมอง ซึ่งการเลียนแบบธรรมชาติอย่างนี้ทำให้ผู้ป่วยได้ยินเสียงเหมือนคนปกติที่ใช้หูเป็นตัวรับเสียง
วิธีการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียม จะต้องผ่าตัดกรอโพรงกระดูกมาสเตอร์ตอยด์ออก เพื่อเข้าไปสู่หูชั้นกลางให้เห็นหน้าต่างรูปกลม และส่วนนูนของหูชั้นใน (Promontary) เพื่อสอดสายอิเล็กโตรดเข้าไปที่กระดูกก้นหอยในหูชั้นใน แล้วตัวที่จะรับเสียงจะถูกฝังอยู่ในกะโหลกด้านหลังหู โดยใช้เวลาผ่าตัด 3 ชั่วโมง และต้องนอนรักษาตัวอยู่อีก 2-3 วัน ก็กลับบ้านได้ หลังผ่าตัด 1 เดือน จะเปิดสวิตช์เครื่อง พร้อมกับปรับเสียงที่จะเข้าไปภายในหูให้ได้ยินเสียงดังพอดี ไม่ดังเกินไป ในทุกๆ ช่องทางของอิเล็กโตรด การปรับนี้จะปรับ 2-3 สัปดาห์ต่อครั้ง เพื่อให้เสียงชัดและพอเหมาะที่สุด จากนั้นจะต้องฝึกฟังฝึกหัดพูดไปเรื่อยๆ อีกประมาณ 1 ปี เด็กจึงจะสามารถฟังและพูดได้
ผู้ที่จะรับการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมได้ ต้องเป็นผู้หูหนวกมากหรือหนวกสนิททั้งสองข้าง จนใช้เครื่องช่วยฟังธรรมดาไม่ได้ผล อายุมากกว่า 1 ขวบขึ้นไป ที่สำคัญคือ ต้องไม่มีเงื่อนไขในความเสี่ยงของการผ่าตัด เช่น มีโรคอื่นๆ ด้วย
การผ่าตัดประสาทหูเทียมก็มีความเสี่ยง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนเหมือนการผ่าตัดอื่นๆ เช่น อาจมีอาการชาบริเวณแผลผ่าตัด ลิ้นชา ชาบริเวณใบหน้า ปวดคอ มึนงง มีเสียงดังในหู ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นเพียงชั่วคราว และจะกลับมาเป็นปกติหลังจากแผลผ่าตัดหายสนิทแล้ว นอกจากนี้ยังอาจพบน้ำในหูชั้นในรั่ว เกิดการเวียนหัว หรือถ้ากระทบ หรือใกล้ประสาทใบหน้า ผู้ป่วยอาจเกิดการกระตุกของใบหน้า ซึ่งสามารถแก้ไขได้
ผู้ใส่ประสาทหูเทียมสามารถเข้าร่วมกิจกรรม หรือเล่นกีฬาได้เหมือนคนปกติ แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังประสาทหูเทียม โดยเฉพาะในเด็กที่กะโหลกศีรษะบาง ต้องระวังการกระทบกระแทกศีรษะเป็นพิเศษ ทั้งส่วนที่อยู่ในและนอกร่างกาย ส่วนการดูแลรักษาเครื่องนั้นทำได้ไม่ยาก เพียงดูแลให้สะอาด ไม่ให้เปียกชื้น ชิ้นส่วนที่อยู่ภายนอกร่างกายสามารถเปลี่ยนและซ่อมได้
ผู้ปกครองที่ต้องการให้บุตรหลานผ่าตัดประสาทหูเทียมนั้น ควรมีการวัดและประเมินการได้ยิน ศึกษาเรื่องการผ่าตัดประสาทหูเทียมจนเข้าใจก่อน เพื่อจะช่วยให้มีการพัฒนาทักษะการได้ยินที่ดี และจำเป็นต้องตรวจสภาพจิตใจ สภาพทางสมอง และเอกซเรย์ดูอวัยวะหูชั้นในว่าปกติดีหรือไม่
ในทางการแพทย์ ถ้าตรวจพบว่าเด็กหูหนวกตั้งแต่แรกเกิดก็ต้องใส่เครื่องช่วยฟัง เพื่อช่วยกระตุ้นเซลล์หูชั้นในให้ได้ยินบ้างก่อน ถึงแม้จะแปลงสัญญาณไม่ได้ แต่เด็กจะเริ่มได้ยินและอ่านปากได้ เริ่มพูดเป็นคำๆ ต้องพยายามฝึกฟังฝึกพูดไปก่อน พอใส่ประสาทหูเทียมเข้าไปเขาจะเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น โดยอายุขวบครึ่งถือว่ากำลังเหมาะ
มีข้อควรระมัดระวังสำหรับคนที่ใส่ประสาทหูเทียม คือ คนไข้จะเข้าไปในสนามแม่เหล็กไฟฟ้าไม่ได้ เช่น การผ่านเข้าเครื่องตรวจที่สนามบิน เด็กพวกนี้จึงต้องมีบัตรแสดงตัวว่าใส่ประสาทหูเทียม หรือจะทำการตรวจคลื่นแม่เหล็ก MRI ก็ไม่ได้ เพราะจะทำให้เกิดคลื่นรบกวนในหัว เป็นต้น
โดย ศ.พญ.สุจิตรา ประสานสุข
ผู้อำนวยการศูนย์การได้ยิน
ศูนย์การได้ยิน การพูด การทรงตัว และเสียงในหู
โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร.1719



