
วิเคราะห์"ไข้หวัด 2009" ระลอกสองวัคซีนฝรั่งเศสถึงไทยสิ้นปี
ระยะนี้ประชากรโลกหยุดตื่นเต้นและตื่นกลัวเชื้อไวรัสมฤตยู "ไข้หวัดใหญ่ 2009" แล้ว เพราะตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วโลกมีไม่ถึง 5,000 ราย หากเปรียบเทียบกับผู้เสียชีวิตด้วยไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลในแต่ละปีแล้วก็ไม่แตกต่างกันมากนัก
เช่น ที่อเมริกาสถิติต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มียอดผู้เสียชีวิตประมาณ 1,800 คน ซึ่งปกติคนอเมริกันก็เสียชีวิตด้วยเชื้อไข้หวัดใหญ่ปีละ 2,000 กว่ารายอยู่แล้ว ขณะที่ เมืองไทยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 165 ราย ซึ่งก็คงไม่มากไปกว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ทุกปีนัก แต่ยังระบุชัดเจนไม่ได้เพราะการรายงานสาเหตุการเสียชีวิตของไทยยังไม่ได้มาตรฐานสากล
เมื่อสถานการณ์เริ่มสงบ นักวิชาการจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็เผยแพร่รายงานผลวิเคราะห์เกี่ยวกับ "ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009" ซึ่งมีบทสรุปน่าสนใจหลายส่วนด้วยกัน เช่น
- เป็นเชื้อไวรัสที่พัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ร่างกายมนุษย์ไวต่อการติดเชื้อนี้มาก ทำให้ระบาดไปยังผู้คนได้ง่าย แต่อาการไม่รุนแรง อัตราเสียชีวิตมีน้อย
- กลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่ติดเชื้อนี้จะเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต ขณะที่ผู้เสียชีวิตจากหวัดธรรดาร้อยละ 90 จะเป็นคนแก่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป
- โรคหอบหืดและเบาหวาน ซึ่งปกติไม่ใช่โรคที่ทำให้เสียชีวิตได้ง่าย โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่น แต่ถ้าติดเชื้อไวรัส 2009 จะเสียชีวิตได้ทันที แม้จะได้รับการรักษาอย่างดีในโรงพยาบาล องค์การอนามัยโลกคาดว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคหอบหืด 230 ล้านคน และเบาหวาน 220 ล้านคนขึ้นไป
- จากข้อมูลวิเคราะห์ผู้ป่วยเอชไอวีหรือเอดส์พบว่า มีอัตราการติดเชื้อหวัดใหญ่ 2009 ไม่มากนัก หากติดเชื้อนี้อาการจะไม่รุนแรง และไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเสียชีวิต
- เชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2009 สามารถกระจายไปทั่วโลกภายในเวลาไม่กี่เดือน ทำให้หลายฝ่ายหวาดกลัวว่าจะกลายพันธุ์ในไม่ช้านั้น ล่าสุดหลังติดตามไวรัสตัวนี้อย่างใกล้ชิดในพื้นที่ระบาดพบว่า ยังคงเป็นสายพันธุ์เดิม ผลการศึกษาต่างๆ ยืนยันตรงกันว่ายังไม่พบสัญญาณการกลายพันธุ์ที่จะทำให้เชื้อรุนแรงมากขึ้น
ล่าสุด องค์การอนามัยโลกประกาศให้กระทรวงสาธารณสุขของประเทศต่างๆ เตรียมรับมือการระบาดของ "ไข้หวัดใหญ่ 2009 ระลอกที่สอง" ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเริ่มในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ โดยแบ่งเป็นแถบซีกโลกเหนือ หรือกลุ่มประเทศที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร เช่น แคนาดา อเมริกา จีน รัสเซีย ยุโรป ฯลฯ จะเริ่มแพร่ระบาดก่อน โดยบางประเทศในยุโรปเริ่มมีรายงานระบาดระลอกที่ 2 แล้ว โดยเฉพาะที่อังกฤษต้นเดือนตุลาคม มีผู้ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ 2009 แล้ว 1.4 หมื่นราย เพิ่มขึ้น 1 เท่าจากหลายเดือนก่อน
ส่วนประเทศในซีกโลกใต้ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย แอฟริกา ฯลฯ การระบาดระลอกสองอาจต้องรอถึงต้นปีหน้า สำหรับประเทศไทยหากพิจารณาจากแผนที่โลกจะตั้งค่อนลงไปทางซีกโลกใต้ เพราะอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรเพียงเล็กน้อย การระบาดจึงช้ากว่าแถบประเทศยุโรปและอเมริกา
ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล นายกสมาคมไวรัสวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ วิเคราะห์ถึงการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ระลอกสองของไทย จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะเป็นหน้าหนาวช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม แต่ก็มีข้อมูลบางอย่างระบุว่าการระบาดระลอกที่สองอาจยืดไปถึงมิถุนายน หรือช่วงหน้าฝนของปี 2553 ก็ได้ ที่น่าสนใจคือรายงานผลวิจัยล่าสุดของอเมริกา ที่ผ่าศพผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กว่า 70 ราย เพื่อวิเคราะห์อย่างละเอียด สรุปได้ว่า ส่วนใหญ่อวัยวะส่วนปอดมีการ "ติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม"
หมายความว่า ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 จะมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตก็เพราะอวัยวะส่วนปอดเกิดติดเชื้อแบคทีเรียเข้าไปซ้ำเติม เป็นเชื้อแบคทีเรีย 3 ชนิด โดยมีหนึ่งชนิดที่โลกทำวัคซีนขึ้นมาป้องกันแล้วคือ เชื้อแบคทีเรียสเตรปโต-คอคคัส (Streptococcus pneumoniae) หรือนิวโมคอคคัส (Pneumococcus) นั่นเอง
"อเมริกาและหลายประเทศเริ่มเสนอให้ฉีดวัคซีน 2 ชนิดควบคู่กัน คือ วัคซีนป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 กับวัคซีนนิวโมคอคคัส สำหรับป้องกันการระบาดระลอกที่สอง เพราะกลัวว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 อย่างเดียวอาจไม่ปลอดภัยพอ แต่ในเมืองไทยยังไม่แน่ใจว่าจะฉีดแบบใดบ้าง" นพ.ประเสริฐ แสดงความเห็น
ด้าน นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินหายใจ หัวหน้าแผนกผู้ป่วยวิกฤติ รพ.วิชัยยุทธ กล่าวถึงการฉีดวัคซีน 2 ชนิดควบคู่กันว่า สำหรับเมืองไทยแล้วมีผู้ติดเชื้อนิวโมคอคคัสน้อย จึงไม่ถือว่าเป็นโรคระบาด ต่างจากอเมริกาที่เป็นโรคระบาดประจำท้องถิ่น หากจะฉีดวัคซีนนิวโมคอคคัสหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าวัคซีนไอพีดี (Invasive Pneumococcus Disease) ตัวนี้ก็ควรทำเฉพาะในเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ หากมีอายุประมาณ 6 เดือนก็จะได้ผลดีมาก แต่ถ้าเป็นเด็กอายุมากกว่า 2 ขวบขึ้นไปไม่ค่อยมีประโยชน์ เพราะร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันเองได้
การฉีดวัคซีน 2 ชนิดควบคู่กันในอเมริกาไม่ใช่เรื่องใหญ่มากนัก เพราะมีโรงงานผลิตเอง ต่างจากประเทศไทยที่ต้องคิดหนัก เพราะต้องสั่งซื้อวัคซีนทั้ง 2 ชนิดจากต่างประเทศ ในส่วนของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่สั่งซื้อจากฝรั่งเศส 2 ล้านโดส มีต้นทุนโดสละ 300 บาท ส่วนวัคซีนนิวโมคอคคัสนั้นโรงพยาบาลเอกชนคิดค่าฉีดเข็มละ 3,000-5,000 บาท และเด็กบางคนอาจต้องฉีด 2-4 เข็ม แล้วแต่อายุและสภาพร่างกาย
ขณะที่ นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานบอร์ดองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ยืนยันว่า วัคซีนจากฝรั่งเศสจะถึงประเทศไทยภายในเดือนธันวาคมนี้อย่างแน่นอน จากนั้นจะเริ่มฉีดให้แก่กลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอก่อน ส่วนผู้ที่วิตกกังวลว่าวัคซีนเพียง 2 ล้านโดส จะไม่เพียงพอต่อประชากร 60 กว่าล้านคนนั้น นพ.วิชัย บอกว่า คงไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก ต้องรอผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขพิจารณานโยบายเรื่องนี้เอง...
สำหรับชาวบ้านแล้วคงต้องรอสักพัก เพราะเรื่องทุจริตการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ของโครงการไทยเข้มแข็งกำลังร้อนแรงเหลือเกิน...ผู้ที่จะมาตัดสินการสั่งซื้อวัคซีนชุดใหม่อาจไม่ใช่ผู้บริหารกลุ่มเดิม และคงต้องนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง



