
3เกลอจับมือผลิต"ผัก-ผลไม้อบกรอบ"ติดแบรนด์ "กรีนเดย์" ส่งขายทั่วโลก
จากการที่ "ณัฐวุฒิ เผ่าปรีชา" กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนเดย์ แฟมิลี่ จำกัด คลุกคลีอยู่กับกิจการของครอบครัวในนาม "ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอเชีย เวิลด์ เทรดดิ้ง" ซึ่งดำเนินธุรกิจส่งออกผลไม้สดแช่แข็งและผลไม้ดอง เครื่องหมายการค้า หรือแบรนด์
“มิสเตอร์ นัมเบอร์วัน” ที่ดำเนินการมากว่า 30 ปี ทำให้เขามองว่าผลไม้ที่เหลือจากการคัด น่าจะนำไปต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่า ในที่สุด ณัฐวุฒิ จับมือกับเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือชั้นประถมศึกษาอีก 2 คน "ชัยรัตน์ คงศุภมานนท์-สุทธิศักดิ์ พัฒนติกานันท์" แตกไลน์ธุรกิจของครอบครัว ตั้ง บริษัท กรีนเดย์ แฟมิลี่ จำกัด เพื่อผลิต "ผัก-ผลไม้อบกรอบ" เครื่องหมายการค้า "กรีนเดย์" (greenday) เริ่มต้นจากกระเจี๊ยบ ล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้วได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ “บรอคโคลีอบกรอบ” เจ้าแรกของโลก ส่งออกตลาดต่างประเทศ 80%
ณัฐวุฒิบอกว่า ที่ผ่านมา หจก.เอเชีย เวิลด์ เทรดดิ้ง ของคุณพ่อจะเน้นในด้านการส่งออกผลไม้สดแช่แข็ง และผลไม้ดองทั้งหมด เวลารับซื้อผลไม้จากเกษตรกรที่เป็นเครือข่ายในรูปแบบของคอนแทร็กฟาร์มมิ่ง จะนำมาเลือกคัดเอาเฉพาะผลไม้ที่เป็นเกรดเอ ทำให้ผลไม้ยังเหลืออยู่จำนวนมาก คุณพ่อจึงมองควรจะแปรรูปอย่างอื่นที่น่าจะดีกว่า เพื่อเพิ่มมูลค่าผลไม้ที่เหลือจากการคัด และสร้างตลาดในเมืองไทยบ้างโดยเฉพาะการแปรรูปในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ผัก-ผลไม้อบกรอบ เนื่องจากปัจจุบันคนเน้นให้ความสำคัญในด้านสุขภาพมากขึ้น
"ผมมองว่า เพื่อนผมที่เรียนหนังสือมาด้วยกัน ตั้งแต่สมัยเรียนประถมมศึกษา ซึ่งต่างคนต่างมีความสามารถที่แตกต่างกัน จึงได้ชักชวนมาเปิดบริษัทด้วยกัน เพื่อแปรรูปผัก-ผลไม้ ทำเป็นผัก-ผลไม้อบกรอบ อย่างผมจบปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์และการบริหารธุรกิจ ทำหน้าที่เป็นกรรมการผู้จัดการ คุณชัยรัตน์ คงศุภมานนท์ จบด้านวิทยาศาสตร์อาหาร ให้เป็นผู้จัดการทั่วไป เน้นดูแลกระบวนการผลิต ส่วนคุณสุทธิศักดิ์ พิพัฒนติกานันท์ มีประสบการณ์ด้านการตลาดมายาวนาน ก็เป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด เมื่อทุกอย่างพร้อมก็เปิดบริษัทเมื่อปี 2549 เน้นตลาดในต่างประเทศ เพราะมีกลุ่มลูกค้าเก่าของคุณพ่ออยู่แล้ว" ณัฐวุฒิกล่าว
ทั้งนี้ ผัก-ผลไม้ที่แปรรูปออกมาในรูปแบบของผลิตภัณฑ์อบกรอบนั้นมีหลากหลาย ทั้ง กระเจี๊ยบ ทุเรียน กล้วย ขนุน สับปะรด และ มันเทศ อบกรอบด้วยระบบทอดสุญญากาศ (vacuum frying) ซึ่งมีข้อดีคือ สามารถใช้กับผลไม้สุกได้ ไม่เติมสารปรุงรส ต่างจากการทอดด้วยวิธีปกติทั่วไป ที่สำคัญยังคงคุณค่าทางอาหาร และรสชาติได้อย่างดีเยี่ยม เหมาะกับผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีกระเจี๊ยบอบกรอบขายดีที่สุด และล่าสุดได้ออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ เพื่อรองรับเทศกาลกินเจคือ “บรอคโคลีอบกรอบ” นับเป็นเจ้าแรกของโลก ผลิตออกมาสู่ตลาดยังไม่ถึงเดือนปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างดี
"เดิมทีเราจะเน้นตลาดต่างประเทศ เพราะกลุ่มลูกเดิมของคุณพ่อมีอยู่แล้ว พอดีวันหนึ่งผมได้นำผลิตภัณฑ์ผัก-ผลไม้อบกรอบออกงานที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีฝรั่งคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้บริหารห้างสรรพสินค้าข้ามชาติในบ้านเรา ฝรั่งคนนี้เห็นแล้วตกใจมาก ไม่น่าเชื่อว่าพวกผัก อย่างกระเจี๊ยบจะสามารถแปรรูปมาเป็นอาหารประเภทคบเคี้ยวได้ โดยที่รสชาติยังเหมือนเดิม ฝรั่งคนนี้บอกผมว่า อยากจะนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้นำไปขายในเมืองไทย ผมจึงบอกว่าผมเป็นคนไทย และผลิตภัณฑ์ทั้งหมดผลิตในเมืองไทย ตรงนี้เองเป็นจุดประกาย ทำให้ผมและทีมงานจึงบุกเบิกตลาดในเมืองไทยเกือบ 3 ปีแล้ว แต่ตลาดเมืองไทยวางจำหน่ายเพียง 20% ที่เหลือ 80% เป็นตลาดในต่างประเทศ มีมูลค่าส่งออกเฉพาะผัก-ผลไม้อบกรอบอยู่ในหลักสิบล้านบาท หากรวมกับผลไม้สดแช่แข็งและผลไม้ดองของคุณพ่อด้วยก็เป็นหลักร้อยล้านบาท" กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนเดย์ แฟมิลี่ จำกัด กล่าว
ด้าน สุทธิศักดิ์ พิพัฒนติกานันท์ ซึ่งดูแลด้านการตลาด บอกว่า ตลาดหลักในต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นตลาดใหญ่ที่สุด รวมถึงกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป อาทิ เดนมาร์ก ออสเตรีย ฮังการี นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ นอกจากนี้ยังส่งออกไปออสเตรเลีย สิงคโปร์ เป็นต้น ส่วนตลาดในเมืองไทยเน้นห้างสรรพสินค้าและซูปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วไป เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล คาร์ฟูร์ เทสโก้โลตัส ฟู้ดฮอลล์ มาร์เก็ตเพลส ท็อปส์ สยามพารากอน ดิ เอ็มโพเรี่ยม วิลล่ามาร์เก็ต และร้านอาหารเพื่อสุขภาพอย่าง เลมอนฟาร์ม โกลเด้นเพลส สยามดรัก เป็นต้น
"แนวคิดในการทำตลาดของกรีนเดย์เรา เน้นการสื่อสารกับผู้บริโภคให้เข้าใจและเห็นถึงคุณประโยชน์ของอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น โดยให้กรีนเดย์ของเราเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่นิยมรับประทานขนมขบเคี้ยว ให้หันมาดูแลสุขภาพ บริโภคอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย จากแนวคิดที่ว่านี้ ทำให้ผลิตภัณฑ์ผัก-ผลไม้อบกรอบกรีนเดย์ ได้รับความนิยมอย่างกวางขวางในต่างประเทศ และมาวันนี้ กรีนเดย์ ได้นำผักและผลไม้อบกรอบเพื่อสุขภาพมาสู่ผู้บริโภคที่เป็นคนไทยแล้ว ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามห้างและซูปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปในราคาที่บรรจุซองอะลูมิเนียมฟอยล์ น้ำหนัก 25-50 กรัม ราคาซองละ 28 บาท ยกเว้นทุเรียนอบกรอบขายซองละ 58 บาท และบรอคโคลีอบกรอบ ซึ่งบรรจุกล่องราคากล่องละ 60 บาท" สุทธิศักดิ์
สุทธิศักดิ์บอกอีกว่า ผลิตภัณฑ์ผัก-ผลไม้กรีนเดย์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศทั้งหมด โดยบริษัทจะรับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรที่เป็นเครือข่าย และจากเกษตรกรทั่วไป จะรับซื้อผัก-ผลไม้ตามฤดูกาลมาเก็บในห้องเย็น และทยอยแปรรูปตลอดทั้งปี เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นผัก-ผลไม้ 100% ไม่มีการผสมอย่างอื่น ยกบรอคโคลีอบกรอบ ซึ่งมีเกลือด้วย 1% เท่านั้น
"สินค้าที่ขายมีกระเจี๊ยบ ทุเรียน ล่าสุดบรอคโคลีอบกรอบ ขายดีเช่นกัน เนื่องจากบรอคโคลี เป็นผักตระกูลกะหล่ำปลี ซึ่งอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารที่คนทั่วไปทั้งในและต่างประเทศยอมรับว่า มีสรรพคุณในการต้านมะเร็ง อุดมไปด้วยสารไฟโตเคมิคอล ซิลโฟราเฟน กลูโคซิโนเลต ทั้งต้านอนุมูลอิสระ ช่วยตับขับสารพิษ บำรุงผิว เป็นต้น ที่สำคัญสามารถรับประทานได้ตั้งแต่เด็กยันถึงคนชรา" สุทธิศักดิ์กล่าว
"ผลิตภัณฑ์ผัก-ผลไม้อบกรอบกรีนเดย์" นับเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นฝีมือของคนไทย ที่สามารถสร้างชื่อเสียงได้ทั่วโลก
มาทำทุเรียนอบกรอบสูตร"กรีนเดย์
สำหรับการทำผัก-ผลไม้อบกรอบชนิดต่างๆ จะมีลักษณะคล้ายกัน อาทิ ทุเรียนอบกรอบ คือ
1.นำเนื้อทุเรียนที่สุกแล้วมาหั่นเป็นชิ้นขนาดพอประมาณที่ต้องการ
2.นำเนื้อทุเรียนที่หั่นเป็นชิ้นแล้วนำไปแช่แข็งที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส นาน 24 ชั่วโมง เพื่อให้น้ำแข็งเข้าโพรงเนื้อทุเรียนหรือผลไม้ชนิดอื่นๆ
3.จากนั้นนำมาทอดและด้วยระบบสุญญากาศ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของญี่ปุ่น นานราว 10-15 ขึ้นอยู่กับผลไม้แต่ละชนิด ซึ่งการทอดระบบนี้สามารถใช้ได้เป็นอย่างดีกับผลไม้สุกที่มีรสชาติหวานหอม ซึ่งการทอดทั่วไปไม่สามารถทำได้
4.นำทุเรียนหรือผัก-ผลไม้ที่ทอดแล้ว เข้าเครื่องเพื่อสะเด็ดหรือควบคุมปริมาณน้ำมันให้เหลือเพียง 2% ต่ำกว่าปกติถึง 15 เท่า วัตถุดิบ 10 กก. จะได้ผัก-ผลไม้อบกรอบ 1 กก.
5.เมื่อทอดเสร็จรอให้เย็นก่อนบรรจุซองอะลูมิเนียมฟอยล์ที่ติดฉลากแบรนด์ "กรีนเดย์" และส่งให้ลูกค้าต่อไป
ดลมนัส กาเจ



