
จากชีวิตสิ้นหวัง "ตายก็ช่าง"เงินบริจาคช่วยต่อลมหายใจ
จากชีวิตสิ้นหวัง "ตายก็ช่าง"เงินบริจาคช่วยต่อลมหายใจ : รายงาน โดย... พวงชมพู ประเสริฐ [email protected]
ในวันที่รับรู้ว่าเป็นมะเร็งตับและต้องเข้ารับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายตับ แต่มีค่าใช้จ่ายร่วม 1 ล้านบาท แม้ภรรยาคู่ชีวิตจะเต็มใจบริจาคตับให้ ทว่า ในห้วงความคิดของลุงประทุม หาญยุทธ กลับได้แต่คิดว่า “จะหาเงินจากไหน” และ “หากจะตายก็ช่างมัน” กระทั่งได้รับคำบอกกล่าวจากแพทย์ว่าจะหาทางช่วย ก่อนจะได้รับการอนุมัติให้เป็นหนึ่งในผู้ป่วยจำนวนมากของ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) หรือ รพ.สวนดอก ที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากเงินบริจาคของมูลนิธิสวนดอก
เมื่อราวปี 2557-2558 ลุงประทุม ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีและมะเร็งตับ โดยแพทย์ได้บอกถึงแนวทางการรักษาว่าต้องปลูกถ่ายตับและมีค่าใช้จ่ายหลายแสนบาท วินาทีนั้นลุงได้แต่คิดในใจว่าจะหาเงินจากที่ไหน เงินไม่ใช่น้อยๆ ได้ปรึกษาลูกสาวก็บอกว่าให้รักษาแล้วจะขอผ่อนผันค่ารักษากับโรงพยาบาล
“พูดกับลูกก่อนผ่าว่าจะทำอย่างไรดี เพราะเงินเราไม่มี ลูกก็กำลังเรียนอยู่ จะเป็นหนี้โรงพยาบาลก็คงไม่ดี เพราะเราแค่คนเดียว แต่โรงพยาบาลยังต้องมีภาระดูแลรักษาคนป่วยอื่นๆ อีกเยอะ สุดท้ายหมอบอกว่าจะหาทางออกให้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะหาทางไหน ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่ามันต้องตาย คิดอย่างเดียวว่าไหนๆ ก็เป็นแบบนี้แล้ว ตายก็ช่างมัน เพราะคิดว่าไม่มีอะไรจะช่วยได้แล้ว” ลุงประทุม เล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
แต่แล้วเกือบ 2 ปีที่รอคอยโดยไม่รู้ว่าจะมีทางออกอย่างไร กระทั่งปี 2559 ลุงประทุมได้รับแจ้งจาก รพ.สวนดอก ว่าได้รับเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดจากมูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก สุดท้ายจึงได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ แม้จะมีค่าใช้จ่ายกว่า 1.3 ล้านบาท โดยภรรยายินยอมบริจาคตับเพื่อใช้ในการรักษา
“หลังผ่า เอาใบเสร็จค่าใช้จ่ายไปยื่นที่จ่ายเงิน ผมไม่ต้องจ่ายสักสลึง รู้สึกน้ำตาตก กราบขอบพระคุณท่านที่ใจบุญทั้งหลายที่ได้บริจาคเงินสมทบเข้ามูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก ไม่รู้จะพูดอย่างไร ดีใจครับ” ลุงประทุม กล่าวอย่างตื้นตัน
เป็นความจริงที่ว่าแม้คนไทยทุกคนจะมีสิทธิในประกันสุขภาพภาครัฐ สิทธิใดสิทธิหนึ่งในการดูแลค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย แต่ในบางโรคโดยเฉพาะโรคที่มีความซับซ้อนสิทธิการรักษายังไม่ครอบคลุม ยังมีส่วนเกินที่ผู้ป่วยต้องจ่ายเอง กอปรกับพื้นที่ภาคเหนือมีความเฉพาะในเรื่องการมีประชากรที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทยจำนวนไม่น้อย แต่ละปี รพ.สวนดอก จึงแบกรับค่าใช้จ่ายช่วยเหลือดูแลรักษาต่อลมหายใจผู้ป่วยเหล่านี้เองกว่าปีละ 100 ล้านบาท
ศ.นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. กล่าวว่า รพ.สวนดอก เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิที่มีขนาดใหญ่ และรองรับผู้ป่วยในเขตภาคเหนือ มีจำนวนเตียงให้บริการ 1,400 เตียง แต่ละปีมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยนอกราว 1.5 ล้านคน ผู้ป่วยใน 5 หมื่นคน ซึ่งในจำนวนนี้แต่ละปีโรงพยาบาลดูแลรักษาผู้ป่วยยากไร้และผู้ไม่มีสิทธิในประกันสุขภาพภาครัฐของไทยราว 2,000 คน ส่งผลให้โรงพยาบาลต้องรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่เกิดขึ้นทั้งหมดเองปีละประมาณกว่า 100 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 10% ทุกๆ ปี
ศ.นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์
ขณะที่ ผศ.นพ.วิชัย ชื่นจงกลกุล ผู้อำนวยการ รพ.สวนดอก ให้ข้อมูลว่า ในปี 2560 พบว่างานสังคมสงเคราะห์ของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ใช้เงินในการช่วยเหลือผู้ป่วยคนไทยที่ใช้สิทธิในการรักษาได้ แต่มีปัญหาส่วนเกินสิทธิ อาทิ ค่าอุปกรณ์พิเศษ ค่ายานอกบัญชีหลักแห่งชาติ และค่าตรวจพิเศษ จำนวน 40 ล้านบาท ผู้ป่วยที่ไร้สิทธิในการรักษา เช่น คนไทยตกหล่น คนที่เกิดในประเทศไทย แต่ไม่ได้รับสัญชาติไทย ต่างด้าวไร้สิทธิ จำนวน 30 ล้านบาท
และผู้ป่วยที่ไม่สามารถชำระค่ารักษาพยาบาลได้ทั้งหมดในทันที ต้องขอผ่อนชำระซึ่งโรงพยาบาลต้องสำรองเงินจ่ายให้แก่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ จำนวน 30 ล้านบาท รวมถึงผู้ป่วยยากไร้ที่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ เช่น ตับ และไต ซึ่งทางโรงพยาบาลก็ต้องให้ความช่วยเหลือด้วยมนุษยธรรม เพราะหากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยต้องเสียชีวิตแน่นอน โดยใช้เงินจากมูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก และทุนราชสมาทร แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ทำให้ต้องนำเงินของโรงพยาบาลเข้าไปสมทบ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว เงินในส่วนของโรงพยาบาลต้องนำไปซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์และจ้างบุคลากรทางการแพทย์
ผศ.นพ.วิชัย ชื่นจงกลกุล
ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่ต้องรับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายตับ โดยเฉพาะจากคนมีชีิวิต มีค่าใช้จ่ายกว่า 1 ล้านบาท ระบบประกันสุขภาพภาครัฐก็จะให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายเฉพาะในส่วนของผู้รับบริจาค แต่ผู้บริจาคตับที่ความเป็นจริงต้องได้รับการดูแลในโรงพยาบาลเช่นกัน รัฐไม่ได้สนับสนุนเพราะถือว่าไม่ใช่ผู้ป่วย หรือกรณีผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียหรือโรคเลือดออกง่าย ที่จำเป็นต้องใช้ยาที่มีราคาแพง แต่ไม่ครอบคลุมตามสิทธิรักษาของรัฐ บางคนเข้ารับการรักษาต้องเสียค่ายา 4-5 หมื่นบาทต่อวัน เป็นต้น
“ทุกวันจะมีคนไข้ที่ขออนุมัติการรักษาฟรีจากเงินมูลนิธิ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ที่เป็นชาวเขา มีเศรษฐสถานะแตกต่างจากคนภาคกลางชัดเจน รวมถึงคนไร้สัญชาติ ตอนลงนามอนุมัติให้การช่วยเหลือผู้ป่วยแต่ละราย อาจจะเป็นเงินหลักล้านบาท ผมไม่ได้คิดหรือรู้สึกอะไร แต่เมื่อได้เห็นผู้ป่วยหลังได้รับการรักษาแล้ว มันอิ่มใจ และด้วยมนุษยธรรมที่ต้องให้การช่วยเหลือคนไข้ จำเป็นอย่างยิ่งที่โรงพยาบาลจะต้องแสวงหาเงินโดยเฉพาะผ่านการรับบริจาคเข้ามูลนิธิ สำหรับใช้ัในการดูแลผู้ป่วยยากไร้” ผศ.นพ.วิชัยกล่าว
ทั้งนี้ เนื่องในงานวันมหิดล ประจำปี 2561 มีการจัดกิจกรรมสวนดอกร้อยดวงใจ ครั้งที่ 11 ใช้ชื่อว่า “สวนดอกร้อยดวงใจ..เพื่อผู้ป่วยยากไร้” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมเงินบริจาคจากผู้มีจิตกุศลทั่วประเทศสมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ที่ยังรอคอยความช่วยเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก โดยจะมีการจัดกิจกรรมตลอดทั้งปี และในวันที่ 28 กันยายน จะจัดคอนเสิร์ตการกุศล “สวนดอกร้อยดวงใจ เพื่อผู้ป่วยยากไร้” ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติเอ็มเพรส โรงแรมดิเอ็มเพรส เชียงใหม่ โดยศิลปินเพลงชื่อดังจากวงพิงค์แพนเตอร์, เดอะ ฮอตเปปเปอร์ ซิิงเกอร์ส และวง 3 วิ ที่จะนำบทเพลงอมตะมาขับร้อง สามารถสอบถามได้ที่งานประชาสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มช. โทร.053-935609
ผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ด้วยการบริจาคทุนทรัพย์ได้ที่มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก โทร.053-938400 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่งานประชาสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มช. โทร.053-935672 กรณีโอนเงินผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาคณะแพทยศาสตร์ เชียงใหม่ ชื่อบัญชี มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก เพื่อผู้ป่วยยากไร้ เลขที่บัญชี 566-4-95596-4 (ใบเสร็จสามารถลดหย่อนภาษีได้)



