
รู้จัก"เด็กแอลดี"ความบกพร่องที่ซ่อนอยู่ในความฉลาด
Learning Disabilities (LD) ความบกพร่องในการเรียนรู้ อาจเป็นศัพท์ใหม่ที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ไม่ค่อยคุ้นหูกันนัก เพราะปัจจุบันยังไม่ค่อยมีคนเข้าใจในเรื่องของแอลดีอย่างชัดเจนว่าแท้จริงเป็นอย่างไร สำหรับประเทศไทยเรื่องของแอลดีเพิ่งได้รับความสนใจและมีการตื่นตั
ในขณะที่สหรัฐอเมริกา เรื่องของแอลดีกลับมีการศึกษามายาวนานกว่ายี่สิบปี จนปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐได้ออกกฎหมายทางการศึกษามารองรับเรื่องนี้กันอย่างจริงจังแล้ว
ปัญหาของเด็กแอลดีเป็นความบกพร่องที่ซ่อนเร้น คุณพ่อคุณแม่อาจรู้สึกว่าลูกมีความเฉลียวฉลาดปกติเหมือนเด็กทั่วไป แต่ทำไมพฤติกรรมบางอย่างสังเกตได้ว่ามีความผิดปกติ เช่น ใช้เวลาทำการบ้านนานเกินไป ลูกสามารถอ่านหนังสือได้คล่องแต่ไม่สามารถจับใจความได้ มีปัญหาด้านการคำนวณ การเขียน การพูด การฟังจนสังเกตได้ชัด ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือพฤติกรรมบางส่วนของเด็กที่เป็นแอลดี ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองทั้งสองซีก แต่เป็นเรื่องของกระบวนการทำงานของสมองและพันธุกรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ขณะที่เด็กยังเติบโตอยู่ในครรภ์เพราะเซลล์ประสาทเชื่อมโยงไม่ถูกคู่ หรืออาจไปอยู่ผิดที่ผิดทาง ฯลฯ จนทำให้สมองบางส่วนบกพร่องในขณะที่สมองและระบบประสาทส่วนกลางยังสามารถทำงานได้ดี
ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรเข้าใจถึงปัญหาความสลับซับซ้อนเรื่องแอลดีที่เป็นต้นตอที่แท้จริงและได้เกิดกับเด็ก เพราะเด็กที่เป็นแอลดีอาจมีปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ตามมา เช่น หลีกเลี่ยงการไปโรงเรียน ไม่ทำตามที่ครูสั่ง ไม่ทำการบ้าน เป็นคนก้าวร้าว รู้สึกตัวเองด้อยค่าไม่มั่นใจในตัวเองเพราะถูกตำหนิอยู่เสมอว่าเป็นคนขี้เกียจ ดื้อ ไม่ตั้งใจเรียนเพราะผลการเรียนที่ตกต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งนี้เพราะทั้งครูและผู้ปกครองล้วนไม่เข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับเขา
ดร.เพ็ญนี หล่อวัฒนพงษา ผู้อำนวยการฝ่ายบริการจิตวิทยา ผู้ชี่ยวชาญสาขาครอบครัวบำบัด และผู้เชี่ยวชาญด้าน Learning Disabilities (LD) แห่งโรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า ปัญหาความบกพร่องในการเรียนรู้ พ่อแม่ควรมีสัมพันธ์อันดีกับเด็กเป็นอันดับแรกและพยายามสังเกตพฤติกรรมต่างๆ โดยปกตินักจิตวิทยาสามารถตรวจสอบได้ว่าเด็กคนไหนเป็นแอลดีหรือไม่ โดยการใช้เครื่องมือในการประเมินด้านต่างๆ เพื่อทดสอบตั้งแต่การประเมินเรื่องของสติปัญญา โดยการวัดไอคิว และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลายๆ ด้านของเด็ก แต่สิ่งที่ต้องระวังอย่างมากคือ จะไม่สรุปว่าเด็กที่มีปัญหาในการเรียนทุกคนเป็นเด็กแอลดี เพราะเด็กบางคนโดยเฉพาะก่อนแปดขวบ อาจมีพัฒนาการด้านทักษะต่างๆ ช้ากว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน ปัจจุบันพบว่าเด็กที่เป็นแอลดีมีจำนวนมากกระจายอยู่แทบทุกมุมโลก
“วิธีสังเกตเด็กที่มีลักษณะเป็นแอลดี พฤติกรรมบางอย่างจะสังเกตได้ชัด บางอย่างอาจสังเกตไม่ได้ คือเด็กอาจจะอ่านได้คล่อง อ่านเพื่อความเข้าใจได้ เล่าเรื่องได้ แต่เมื่อถามเฉพาะจุดเจาะจงจะตอบไม่ได้ ไม่สามารถเชื่อมโยงเรื่องได้ ส่วนในด้านคณิตศาสตร์ก็ไม่สามารถคิดคำนวณง่ายๆ ได้ ไม่เข้าใจความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ จำหลักเลขไม่ได้ ด้านการเขียนอาจสะกดคำศัพท์ไม่ได้ เป็นต้น ดูเป็นเรื่องที่ชัดเจนสำหรับเด็กแอลดี แต่ก็ต้องดูต่อว่าเขาจัดอยู่ในแอลดีประเภทไหน เด็กแอลดีจะแตกต่างกับเด็กไม่ฉลาดและเด็กสมาธิสั้น คือเรื่องพัฒนาการต่างๆ เด็กที่ไม่ฉลาดจะมีพัฒนาการจะล่าช้าเป็นเรื่องปกติ ส่วนเด็กสมาธิสั้นก็จะทำสิ่งต่างๆ ได้ไม่นานเพราะต้องรับสิ่งเร้าต่างๆ ที่เข้ามา ส่วนเด็กแอลดีอาจจะพูดเก่ง ฉลาด แต่จะไม่จำ โดยเฉพาะถ้าให้ลงมือเขียน ลงมือทำ จะทำไม่ได้ นี่คือช่องว่างที่แตกต่างกันตรงนี้และสิ่งที่ตามมาคือผลสัมฤทธ์ทางการเรียนอย่างน้อยที่สุดมีนัยสำคัญที่สองชั้นเรียน เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กปกติ”
ดร.เพ็ญนี ยังระบุว่า ปัจจุบันปัญหาการตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุยังน้อยของมารดาก็อาจจะทำให้บุตรที่ออกมาก็มีสิทธิ์เป็นแอลดีได้ รวมถึงเด็กที่คลอดแล้วน้ำหนักตัวน้อยมากก็อาจเป็นแอลดีได้เช่นกัน สำหรับแนวทางการให้คำปรึกษาเพื่อช่วยเหลือนั้น ผู้ปกครองต้องบอกนักจิตวิทยาก่อนว่ามีความห่วงใยเด็กในเรื่องใด ห่วงใยในเรื่องนั้นๆ มาระยะเวลานานแล้วเท่าไร และที่ผ่านมาได้พยายามช่วยเหลือเด็กอย่างไร เพราะข้อมูลเรื่องการเรียนของเด็ก การพัฒนาการของเด็กตลอดจนข้อมูลจากโรงเรียน ครูผู้สอน ฯลฯ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะทำให้ทราบว่าเด็กแอลดีมีข้อดีข้อเด่นในเชาวน์ปัญญาของเขาด้านไหน และเมื่อทราบถึงจุดนี้ก็สามารถทำการเลือกวัดไอคิว ทำแบบทดสอบมาตรฐานต่างๆ ตามวัยที่เหมาะสมกับเขาได้ ซึ่งการจัดการศึกษาพิเศษจะใช้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละรายไป ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง ครูประจำชั้น นักจิตวิทยา แพทย์ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อสามารถทำแผนบำบัดที่มีประสิทธิภาพสำหรับตัวเขาต่อไป และที่สำคัญผลการประเมินต้องสามารถใช้ในการช่วยเด็กได้จริง
ข่าวดี !! สำหรับผู้ปกครอง และครู ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความบกพร่องทางการเรียน และพัฒนาการของเด็ก โรงพยาบาลมนารมย์ได้จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Learning Disabilities” โดย ดร.เพ็ญนี หล่อวัฒนพงษา ในวันที่ 31 ตุลาคม 2552 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้สนใจสำรองที่นั่งได้ที่ โทร.0-2725-9595 หรือเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ www.manarom.com
0จีรศักดิ์ หลักเมือง 0



