
ประชาธิปไตย ทำไมถึงเกิดสับสนวุ่นวาย? (3)
อนึ่ง เมื่อพูดถึงความหมายของ ประชาธิปไตย ฉันขออนุญาตเริ่มต้นด้วยข้อความที่ว่า จากประชาธิปไตยถึงความจริงที่อยู่ในจิตวิญญาณมนุษย์โดยเฉพาะคนท้องถิ่น ภายในจิตใต้สำนึกที่พิจารณากลุ่มบุคคลซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของความเคารพและเทิดทูนบูชาอย่างสูงสุดของคนไทยทั้งชา
ทั้งนี้ เนื่องจากบุคคลกลุ่มนี้มีรากฐานจิตใจที่อิสระอันควรถือว่าเป็นพื้นฐานประชาธิปไตยที่แท้จริง จึงทำให้มีความรักบ้านเกิดเมืองนอนของตนและมีคุณสมบัติเป็นผู้นำประเทศที่มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวสามารถทำให้ผู้คนดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานความศรัทธาได้อย่างร่มเย็นเป็นสุข
จากเหตุผลเท่าที่ได้ชี้แจงมาแล้วจึงสรุปได้ว่า ถ้ามีปัญญาย่อมมองเห็นความจริงได้ว่า ความจริงแล้วพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงมีประชาธิปไตยอยู่ในจิตวิญญาณมาแล้ว เว้นไว้แต่ว่าบุคคลใดซึ่งตกอยู่ใต้อิทธิพลจากรูปวัตถุย่อมไม่อาจมองเห็นได้ คงเห็นได้แต่ประชาธิปไตย
ดังนั้นผลที่ปรากฏจากการปฏิบัติโดยกลุ่มบุคคลซึ่งตกอยู่ในสภาพดังกล่าว จึงรับลูกมานำปฏิบัติได้แต่เพียงการออกกฎหมายเพื่อใช้อำนาจกดหัวคนระดับล่าง แทนที่จะมีวิญญาณนำตัวเองลงมาสู่พื้นดินเพื่อให้คนในระดับล่างสามารถถ่ายทอดอำนาจภายในจิตใจขึ้นมาสู่ด้านบนได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะหลังจากปี พ.ศ.2475 คนในสังคมไทยยิ่งขึ้นไปมีอำนาจในระดับสูงจึงมักไล่ทำร้ายซึ่งกันและกันสืบทอดกระทั่งถึงทุกวันนี้
นอกจากนั้นคนในสังคมไทยยุคนี้ที่มีนิสัยมองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งดีๆ ซึ่งตนมีอยู่ ทำให้คนชาติอื่นเห็นเป็นโอกาสมาฉกฉวยเอาสิ่งที่อยู่ในระดับพื้นดินไป มันก็เกิดจากนิสัยของคนในกลุ่มบุคคลที่ไม่ถึง 300 คน แต่เรียกตัวเองว่าคณะราษฎรซึ่งปฏิบัติการครั้งนั้นได้กระทำแก่ราชบัลลังก์ขององค์พระมหากษัตริย์ฝากเอาไว้อย่างไม่มีการแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น
ดังเช่นที่ฉันได้เคยเขียนบทความเรื่องหนึ่งภายใต้ชื่อว่า “ชนักปักติดหลังการเมืองไทยใครจะถอนออก” ซึ่งบทความเรื่องนี้ฉันได้เขียนฝากไว้นานหลายปีมาแล้ว ถ้าฉันขาดรากฐานจิตใจที่อิสระมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง ตนก็คงไม่อาจที่จะคิดเช่นนี้ได้ จึงสรุปได้ว่า “ความหมายของประชาธิปไตยก็คืออิสรภาพภายในรากฐานจิตใจมนุษย์” ซึ่งประเด็นนี้หมายถึงรากฐานธรรมะที่แท้จริง
สิ่งที่กล่าวมานี้หาใช่ว่าฉันพูดให้ร้ายคนอื่น แต่มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์แม้จะไม่ทุกคน!!!
"ระพี สาคริก"



