
หักมุมหัวใจที่ เจราช เมืองพันเสา
ฆ่ามัน! ฆ่ามัน! เสียงโห่ร้องอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ ให้คนกลุ่มหนึ่งฆ่ากันเพื่อความบันเทิงเริงใจของคนอีกกลุ่มหนึ่ง ดังกึกก้อง ฮิปโปโดรม สนามแข่งม้าที่ในเวลาเดียวกันก็ยังเป็นโรงมหรสพสำหรับชาวโรมันดูคนฆ่ากันอย่างเลือดเย็น คนในสนามคือบรรดาทาสหนุ่มที่ถูกบังค
แม้เกมมรณะนี้จะเป็นอดีตที่ไม่หวนคืนแล้ว แม้สิ่งที่เห็นจะเป็นเพียงภาพจำลองหรือการแสดงสาธิต แต่ชีวิตที่เคลื่อนไหวอยู่ในสถานที่ซึ่งเคย “ฮิปโปโดรม” ตัวจริงในยุคโรมันอันเกรียงไกรเมื่อกว่าสองพันปีก่อน ก็ทำให้ไม่ยากที่จะจินตนาการถึงบรรยากาศป่าเถื่อน อันสุดแสนจะขัดแย้งกับความโอฬารตระการตาของสถาปัตยกรรมที่รายรอบ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิหารบูชาเทพและเทพีประจำเมือง โรงละครอันเป็นที่มาของคำว่า “เธียเตอร์” แหล่งชุมนุมนักคิด นักพูด อันเป็นที่มาของคำว่า “ฟอรัม” และถนนที่ทอดยาวไปท่ามกลางร้านรวงหรูหราในย่านการค้าใจกลางเมือง อันนับว่าเป็น “ช็อปปิ้งอาเขต” ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก
นี่คือความขัดแย้งรุนแรงครั้งหนึ่งในความทรงจำ ณ นครเจราช จอร์แดน ซึ่งในอดีตราว 2,100 ปีก่อน เคยเป็น 1 ใน 10 หัวเมืองเอกเบื้องบูรพาทิศของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ของชนชาตินักรบผู้หาญกล้า ทว่า อ่อนแอในภูมิปัญญาด้านศิลปะและวัฒนธรรม กระทั่งมีชัยชนะเหนือชนชาวกรีกผู้รุ่มรวยศิลปะวิทยาการ ชาวโรมันก็ดูดซับเอาวัฒนธรรมกรีกมาผสมกับของตนจนกลายเป็นชาติอารยะ แผ่อิทธิพลออกไปยังดินแดนประเทศราชอย่างกว้างขวาง จึงปรากฏสถาปัตยกรรมโรมันกระจายไปทั่วยุโรป เลยออกไปถึงตุรกี ซีเรีย จอร์แดน ในทวีปเอเชีย เฉกเช่นนครเจราช ที่ได้สมญานาม ”นครพันเสา” อันถือเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของสถาปัตยกรรมโรมัน
แต่กระนั้น ก็ยังไม่อาจละทิ้งสัญชาตญาณเดิมของชนชาตินักรบได้ การดูและเชียร์ให้คนฆ่ากัน จึงกลายเป็นความบันเทิงเริงรมย์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่นเดียวกับการสร้าง “โคลอสเซียม” อันใหญ่โตสำหรับปล่อยสิงโตลงไปสู้กับทาสซึ่งจัดเป็น “แกลดิเอเตอร์” อีกประเภทหนึ่ง แต่มีจุดหมายเดียวกัน คือต้องสู้เพื่อความเป็นไทที่ยังมีลมหายใจ หากไม่ถูกสิงโตขย้ำไปเสียก่อน!
แต่ที่ชวนให้รื่นรมย์และถือเป็นไฮไลท์ของ “ฮิปโปโดรม” วันนี้ คือฉากสาธิตการแข่งรถม้าแบบโรมัน อย่างที่เคยเห็นในหนังย้อนยุคอย่าง “เบนเฮอร์” “สปาตาคัส” ฯลฯ แม้จะไม่อลังการงานสร้างเท่าฮอลลีวู้ด แต่เสียงเกือกม้ากระทบผืนดินผสานเสียงตะโกนก้องของนักรบผู้ขับควบทั้งรถและม้าเข้าสู่เส้นชัย ดังสะท้อนอัฒจันทร์ซึ่งเคยเป็น “ฮิปโปโดรม” ของจริง ก็ชวนให้ผู้ชมตื่นตะลึงได้ไม่น้อย แต่ที่น่าสงสัยคือเป็นสนามแข่งรถม้า ทว่าทำไมเรียก “ฮิปโปโดรม” (Hippodrome) เหตุเพราะสัตว์ที่เรียก “ฮิปโป” นั้น คนไทยมองเป็นช้างน้ำ แต่ชาวโรมันมองเป็น “ม้าน้ำ” มากกว่า
นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่ซื้อตั๋วเข้ามานั่งในฮิปโปโดรม นอกจากปรารถนาจะได้ย้อนวันเวลากลับไปสู่ยุคโรมันเรืองอำนาจแล้ว อีกส่วนหนึ่งคือการได้นั่งพักจากการเดินอันยาวนาน เพราะเจราชเป็นชุมทางการค้าบนเส้นทางสายแพรไหมที่เชื่อมต่อกับซีเรีย ความมั่งคั่งด้วยทรัพย์สินเงินทองถูกแปรเป็นอาคารสถานที่อันโอฬาร เริ่มจากซุ้มประตูเมืองที่สร้างถวายการต้อนรับจักรพรรดิเฮเดรียน ประดับด้วยซุ้มหน้าต่างที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นงานชิ้นเอก หรือ “มาสเตอร์พีซ” ชิ้นหนึ่งในสมัยสองพันปีก่อน ว่ากันว่า ชาวเมืองสร้างซุ้มประตูนี้เอาใจจักรพรรดิ เพื่อให้เมืองมีความสำคัญยิ่งขึ้น จึงระดมช่างฝีมือดีมารังสรรค์จนงามสง่าเป็นที่เชิดหน้าชูตา
และที่เดินกันเมื่อยอีกจุดหนึ่ง “ลานเมืองรูปไข่” หรือ “โอวัล พลาซ่า” เปรียบได้ดั่งลานคนเมือง หรือสนามหลวง หรือสภากาแฟแห่งเจราช ที่ซึ่งผู้คนมาพูดคุยถกเถียงเรื่องการบ้านการเมือง คนหนุ่มก็มาแสวงหาความรู้จากผู้อาวุโส มาฝึกพูด ปาฐกถา เจรจา ปราศรัย เพื่อเตรียมตัวไปปกครองบ้าน บริหารเมืองในอนาคต ซึ่งลานคนเมืองที่มีเสาเรียงรายเป็นวงโค้งเช่นนี้ โรมันเรียก “โฟรัม” อันเป็นรากศัพท์ของคำในภาษาอังกฤษว่า “ฟอรัม” (Forum) ที่แปลว่าสถานที่ประชุม ถกเถียง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นนั่นเอง
ครั้นถกเถียงกันเคร่งเครียดแล้ว ก็จะพากันเดินไป “เธียร์เตอร์” หรือโรงละครประจำเมือง จุผู้ชมได้ถึง 3,000 คน โดยไม่ต้องใช้เครื่องขยายเสียง ด้วยภูมิปัญญาโบราณ ที่รู้จักคำนวณระยะเสียงตกกระทบ แล้วสร้างที่นั่งคนดูเป็นรูปครึ่งวงกลม หรือ “อัฒจันทร์” ทำให้เกิดจุดเสียงสะท้อนกลางโรงละคร ที่เพียงพูดกันเบา ๆ เสียงจะสะท้อนไปให้ได้ยินอย่างทั่วถึง แต่วันนี้ไม่มีละครโรมันแสดงแล้ว จึงมีนักดนตรีจากวงดุริยางค์ตำรวจสองนาย มาบรรเลงเพลงสร้างบรรยากาศดีทีเดียว ไม่งั้นจะมีนักร้องไม่ได้รับเชิญ ขึ้นไปร้องเพลงแบบสนุกสนานกันเองภายในกลุ่ม ส่วนคนอื่นจะทนฟังได้หรือไม่...ก็ช่าง!
ยอมรับว่าความเมื่อยและเพลีย ทำให้ไปไม่ถึง “อเตมีส” วิหารบูชาเทวนารีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ผู้ได้รับสมญานามว่า “นางพันเต้า” นัยว่ามีเต้านับพันไว้เลี้ยงชาวโลก คล้ายพระอุมาของชาวฮินดู ที่บางแห่งแกะสลักพระนางในรูปฐานโยนีที่มีเต้านมประดับโดยรอบ และรองรับศิวลึงค์ไว้อีกทีหนึ่ง นัยว่าให้กำเนิดมนุษย์จากศิวลึงค์กับโยนีแล้ว ยังเลี้ยงดูให้เติบโตด้วยนมจากเต้าอีกด้วย ได้รับความอบอุ่นอ่อนโยนจากเพศแม่เช่นนี้แล้ว ไยมนุษย์ยังเข่นฆ่ากันให้อาสัญ นั่งชมการสาธิตเกมมรณะ “Gladiator” ที่ฮิปโปโดรมบ่ายวันนั้น หัวใจฉันหักมุมกันพัลวัน และมันคงเป็นความขัดแย้งในความทรงจำไปอีกเนิ่นนาน
เรื่องและภาพ...ธีรภาพ โลหิตกุล



