
บริบทใหม่(2)การศึกษาไทยในทศวรรษหน้า
อีก 10 ปีข้างหน้า การศึกษาไทยจะพบกับโจทย์ใหญ่ ทั้งจากผลกระทบที่เป็นปัจจัยภายใน และผลกระทบที่เป็นปัจจัยภายนอก ที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการพัฒนาการศึกษา เพื่อพัฒนาคนไปสู่การสร้างชาติที่เข้มแข็ง จึงเป็นบริบทใหม่ในการรวบรวมผลกระทบต่อการจัด
2.บริบทของ ”ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน”
กลางเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา รัฐมนตรีเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันที่ประเทศไทยว่า ในปี พ.ศ.2558 ทั้ง 10 ประเทศจะรวมตัวกันให้เป็น “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” นำไปสู่ตลาดเดียว หมายถึง ความเป็นเสรีในการเคลื่อนย้ายการลงทุนการค้า แรงงาน การเงิน การศึกษา ฯลฯ ไปทุกๆ ภูมิภาคนี้อย่างเสรี ไม่มีกำแพงภาษีหรือพรมแดนขวางกั้นอีกต่อไป
นับเป็นบริบทของเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ในภูมิภาคนี้ ที่มีบทบาทมากกว่า “เขตการค้าเสรีอาเซียน” เพราะจะส่งผลกระทบไปสู่ภาพรวมของการพัฒนาศักยภาพของแต่ละประเทศทุกด้าน ที่จะต้องปรับเงื่อนไขต่ออุปสรรค เพื่อพัฒนาให้รองรับกับการเปิดประตูประเทศอย่างไร้พรมแดน แน่นอนที่สุดผลกระทบต่อการพัฒนาศักยภาพของคนในชาติ ย่อมเป็นโจทย์หลักที่จะต้องตระหนักถึงยิ่งกว่าเรื่องใดๆ
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะการเคลื่อนย้ายการลงทุนจากประเทศอื่นมาประเทศไทย หรือจากประเทศไทยไปประเทศอื่น ในกลุ่มอาเซียน ย่อมต้องใช้ทรัพยากรมนุษย์ ที่มีทักษะ มีศักยภาพทั้งความรู้ระดับนานาชาติ กับภาษาที่ใช้แต่ละประเทศไว้รองรับกับการลงทุนในแต่ละอุตสาหกรรม ประกอบกับศักยภาพแรงงานไทยหรือผลิตภาพ (Productivity) ของไทย แม้ว่าจะเพิ่มงบประมาณเพิ่มคนเข้าไปเท่าใด สภาพัฒน์วิเคราะห์แล้วว่า ผลิตภาพมิได้เพิ่มตามทรัพยากรที่ทุ่มลงไป ทำให้ผลิตภาพของไทยต่ำกว่ามาเลเซีย 2 เท่า, เกาหลี 3 เท่า และญี่ปุ่น 5 เท่า ประเด็นปัญหานี้ จึงเป็นโจทย์ของรัฐบาลไทยที่จะให้แก่สถาบันการศึกษา และกระทรวงแรงงาน ที่ต้องแก้โจทย์เหล่านั้น ควบคู่ไปกับการจัดการศึกษาตามแผนอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปี
หลังจากคุณจุรินทร์ประกาศเจตนารมณ์ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค ด้วยมุ่งหวังนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนในประเทศไทยให้ได้อย่างน้อย 1 แสนคน ภายใน 3 ปี กระทรวงพาณิชย์ชิงดำเป็นเจ้าภาพจะจัดนิทรรศการการศึกษาไทยให้เป็นฮับ (HUB) ในเร็ววันนี้ ทำคะแนนนำโด่ง กระทรวงศึกษาธิการ แต่การเป็นฮับนั้น หากมุ่งหวังแต่ให้ชาติอื่นมาเรียนภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ คงไม่เพียงพอ นักศึกษาไทยต้องได้เรียนภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือเวียดนาม รวมถึงวัฒนธรรม ควบคู่ไปด้วย
จีน ถือได้ว่ามองอนาคตของชาติได้อย่างรอบคอบและมีเป้าหมายที่ชัดเจน โดยประกาศนโยบาย 985 เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1998 ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ในการใช้งบประมาณ 1% ส่งเสริมความเป็นเลิศทางการศึกษาและวิชาการใช้งบประมาณถึง 8.5 แสนล้านหยวน กับทั้งประกาศนโยบาย 211 โดยกำหนดให้ภายในศตวรรษที่ 21 จีนจะผลักดันให้มหาวิทยาลัยจีน 100 แห่ง เป็น World Class University
จีนจึงใช้งบประมาณมหาศาลทุ่มการศึกษา เพื่อพัฒนาคนด้วยมหาวิทยาลัยมากกว่า 1,700 แห่ง ให้คนจีนรู้ภาษาอื่น และให้ผู้คนประเทศอื่นเรียนรู้ภาษาจีน ดังเห็นได้จากได้จัดตั้งสถาบันขงจื๊อถึง 12 แห่ง ในประเทศไทย และมีมากกว่า 800 แห่งทั่วโลก เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาจีนและวัฒนธรรมขึ้น มีนักศึกษาไทยเรียนภาษาจีนมากกว่า 4 แสนคน นักศึกษาจีนเข้ามาเรียนภาษาไทยในระดับอุดมศึกษาหลายพันคน รวมถึงจีนส่งครูจีนมาสอนภาษาจีนให้อีกพันกว่าคน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเดือนที่ผ่านมา สมาคมวัฒนธรรมเศรษฐกิจไทย-จีน ได้เชิญนักลงทุนจีนมาลงทุนอีก 2 แสนกว่าล้านบาท ในจำนวนนี้ มหาวิทยาลัยจีน 10 แห่ง ได้ร่วมกันลงทุนก่อตั้งมหาวิทยาลัยจีนในไทย ด้วยงบประมาณนับพันล้านบาท นั่นคือ แผนที่ยุทธศาสตร์ของจีนที่รู้ตัวดีว่า ก่อนปี พ.ศ.2568 เขาจะเป็นผู้นำเศรษฐกิจด้วยมูลค่าอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา และอีก 20-25 ปีข้างหน้า จะรวมกับ รัสเซีย บราซิล และอินเดีย คุมเศรษฐกิจโลกแทนกลุ่มจี 10 จึงได้ระดมทรัพยากรในทุกด้านเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์
การยกระดับการศึกษาให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค ย่อมหมายถึง ต้องมีสถาบันการศึกษาที่มีความก้าวหน้าทางวิชาการ ความก้าวหน้าขององค์ความรู้ใหม่ ซึ่งหาแหล่งเรียนรู้ได้ยาก เช่น ในอังกฤษ ในอเมริกา ทั้งคนไทยและคนเอเชียต่างแห่ไปร่ำเรียนเอาองค์ความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ ถ้าเช่นนั้น รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ น่าจะเชิญชวนมหาวิทยาลัยต่างๆ ระดับเวิลด์คลาส เช่น เอ็มไอที สแตนฟอร์ด ออกซ์ฟอร์ด ฮาร์วาร์ด ฯลฯ เข้ามาตั้งในประเทศไทย ให้คนไทย คนเอเชีย เข้ามาเรียน เอาเงินตราเข้าประเทศมากกว่าจะไปร่ำเรียนถึงต่างประเทศ ซึ่งค่าใช้จ่ายสูงหลายเท่าตัว ไม่เพียงแต่จะให้ สพฐ.เปิดรับนักศึกษาเพื่อนบ้านเข้ามาเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ (EP) ในโรงเรียนแนวตะเข็บเพียง 14 แห่ง รับนักศึกษาได้ปีละ 140 คน แล้วเมื่อใดจะได้ครบ 1 แสนคน
“ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" ประเทศไทยน่าจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ให้เป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีหลากหลาย โดยเฉพาะเกษตรกรรมและงานสร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม คงหนีไม่พ้นสถาบันการศึกษาทั้งในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา พึงต้องจัดการศึกษาให้ครอบคลุมถึงการพัฒนาศักยภาพให้แก่บุคลากรในสถานประกอบการทุกๆ อุตสาหกรรมการผลิตและบริการ ทั้งหลักสูตรต่อยอดระดับปริญญาตรี และหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้น พัฒนาทักษะ และอาจรวมถึงการสะสมเครดิต (Credit Bank) ในรูปแบบของการเทียบโอนประสบการณ์ จากการทำงาน ซึ่งแผนอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปี กำหนดไว้ในกรอบยุทธศาสตร์อยู่แล้ว เพียงแต่สถาบันอุดมศึกษาพึงต้องช่วยพัฒนาศักยภาพบุคลากรในสถานประกอบการให้ด้วย แทนที่จะขอให้สถานประกอบการช่วยจัดระบบสหกิจศึกษา และ Work Integrated Learning ให้นักศึกษาของตนเพียงฝ่ายเดียว
0 ดร.วิชัย พยัคฆโส 0
คณบดีคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
[email protected]



