
ป่วยโรคนิ่วเฮสปสช.เตรียมลดคิวรอลดเหลือ6เดือน
มติบอร์ดสปสช.เห็นชอบจัดรูปแบบรักษาผู้ป่วยโรคนิ่วใหม่ นำร่อง 3 จังหวัดอุดรฯ อุบลฯ มหาสารคาม เริ่ม 1 ต.ค.นี้ เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยโรคนิ่วในภาคอีสานที่ต้องรอคิวนานข้ามปี เหตุพื้นที่อีสานมีประชากรป่วยด้วยโรคนิ่วมากกว่าภาคอื่นๆ ขณะที่รพ.ที่รักษาได้มีไม่พอ ส่งผล
(19ต.ค.) นายแพทย์ประทีป ธนกิจเจิรญ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวว่า ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอัตราความชุกผู้ป่วยโรคนิ่วในไตเท่ากับ 2.2 ต่อพันประชากร และจ.อุบลราชธานี มีอัตราความชุกสูงถึง 40.5 ต่อพันประชากร โดยส่วนใหญ่เป็นนิ่วในท่อไตและไต ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลทางวิชาการยืนยันถึงสาเหตุที่แน่ชัดว่า ทำไมประชาชนในภาคอีสานจึงป่วยด้วยโรคนี้มากกว่าประชากรในภาคอื่นๆ ซึ่งการเกิดโรคนิ่วในไตนั้น หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง จะส่งผลให้เกิดเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในที่สุด ทั้งนี้พบว่าที่ผ่านมาผู้ป่วยโรคนิ่วในพื้นที่ภาคอีสานมีปัญหาในการเข้าถึงบริการสุขภาพ มีผู้ป่วยจำนวนมาที่ต้องรอคิวนาน 1-2 ปี เนื่องจากหน่วยบริการมีน้อยกว่าจำนวนผู้ป่วย
นายแพทย์ประทีป กล่าวต่อว่า ดังนั้นเพื่อให้ผู้ป่วยโรคนิ่วเข้าถึงบริการสุขภาพ ลดภาวะการนำไปสู่โรคไตวายเรื้อรังในระยะสุดท้าย คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติซึ่งได้ประชุมล่าสุดเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2552 เห็นชอบให้ดำเนินโครงการนำร่องการให้บริการผู้ป่วยโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อลดการรอคิวและเพิ่มคุณภาพบริการ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2553 นำร่องใน 3 จังหวัด คือ รพ.อุดรธานี รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี และรพ.มหาสารคาม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป และจะขยายครอบคุลมพื้นที่ต่อไป
“โดยสปสช.จะเร่งจัดระบบให้บริการผู้ป่วยโรคนี้ใหม่ เช่น การเพิ่มแรงจูงใจให้รพ. แพทย์ รักษาผู้ป่วยนอกเวลาราชการ หรือสนับสนุนให้รพ.ต่างๆ จัดหน่วยบริการโรคนิ่วในไตเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษารวดเร็วขึ้น อย่างช้าที่สุดคือ ได้รับการผ่าตัดไม่เกิน 3-6 เดือน เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยตั้งเป้าไว้ว่า จะมีผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องจำนวน 8,000 ราย และการผ่าตัดส่องกล้อง 4,000 ราย และการสลายนิ่ว 20,000 ราย รวมแล้วคาดว่าจะมีผู้ป่วยโรคนิ่วได้รับการรักษาในปี 2553 กว่า 32,000 ราย ซึ่งจะใช้งบดำเนินการกว่า 400 ล้านบาท ” รองเลขาธิการสปสช. กล่าว
ด้าน นายสุบิล นกสกุล ประธานชมรมเพื่อนโรคไต กล่าวว่า จากการที่ สปสช.เน้นจัดระบบการดูแลรักษาโรคนิ่วในไตแนวใหม่ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็วนั้น เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก เพราะโรคนิ่วในไตหากปล่อยไว้ ไม่ดูแลรักษาทันสถานการณ์ จะทำให้ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายได้ ซึ่งในฐานะของผู้ปาวยโรคไตคนหนึ่ง การที่ผู้ป่วยโรคนี้มีความทุกข์ทรมาน ต้องได้รับการดูแลตลอดชีวิต การฟอกไต และล้างไตทางช่องท้อง เป็นเพียงการชะลอเท่านั้น วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือการผ่าตัดเปลี่ยนไต ซึ่งปัจจุบันค่อนข้างยาก เพราะประเทศไทยมีอัตราการบริจาคอวัยวะค่อนข้างต่ำ ในอดีตหากใครป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง ต้องใช้เงินจำนวนมากสำหรับการรักษา ส่วนใหญ่ต้องขายทรัพย์สินที่มีอยู่ แต่ปัจจุบันเป็นเรื่องดีที่สิทธิประโยชน์เรื่องไตวายรวมอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองแล้ว และเมื่อสปสช.ดูแลไปถึงการป้องกันไม่ป่วยเป็นโรคไตวายก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก นอกจากช่วยลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่แล้ว ยังเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนด้วย



