
ทอดกฐินกับจิตรวิญญาณมวยไทย
หลังจากออกพรรษาแล้ว จะเป็นประเพณีของชาวพุทธศาสนิกชนที่จะต้องไปทอดกฐินตามวัดต่างๆ ซึ่งก็แล้วแต่ว่าใครจะศรัทธาไปที่วัดไหนหรือจังหวัดอะไรก็ได้ทั้งนั้น เพียงแต่ว่าวัดนั้นจะต้องมีพระภิกษุจำศีลในช่วงเข้าพรรษาไม่ต่ำกว่า 5 รูป และจะต้องทำการทอดกฐินภายในระยะเวลา
และเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมานั้นผมมีโอกาสได้ไปร่วมฉลององค์กฐินพระราชทาน ที่ วัดชนาธิปเฉลิม อ.เมือง จ.สตูล โดยมี ท่านมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานการทอดกฐินในครั้งนี้ และท่านก็เป็นผู้เชิญให้ผมไปร่วมงานฉลององค์กฐินพระราชทาน ของคืนวันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งอธิบดีกรมพัฒนาชุมชนท่านนี้เป็นผู้ที่ชื่นชอบในการเล่นดนรีไทยเป็นอย่างยิ่ง ท่านจึงได้เชิญผมให้มาร่วมแสดงในงานฉลององค์กฐิน ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านอธิบดีมงคล สุระสัจจะ เอาไว้ ณ ที่นี้ด้วย
และในคืนนั้นก็จะมีการแสดงมหรสพสมโภชหลายอย่าง ซึ่งนอกจากตัวผมแล้ว ก็จะมีการแสดงโนราห์ รองเง็ง วงดนตรีลูกทุ่งอิสลาม
การแสดงที่ประทับใจผมมากที่สุดคือ การแสดงชาชักของเด็กนักเรียน โรงเรียนอนุบาลสตูล จริงๆ แล้วเด็กๆ โรงเรียนอนุบาลสตูล ก็ออกมาแสดงเหมือนกับเป็นการสาธิต การชงชาที่มีรสชาติ หวานมันและอร่อยที่สุดในยุคนี้ และในคืนที่ฉลององค์กฐินพระราชทานนั้นนับได้ว่าผมมีโอกาสไปแสดงที่จังหวัดสตูลเป็นครั้งแรกในชีวิต พี่น้องชาวจังหวัดสตูล ก็ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและประทับใจผมเป็นอย่างมาก
ในตอนแรกก่อนที่จะเดินทางไปนั้น ความรู้สึกลึกๆ ของผมยังรู้สึกหวั่นๆ อยู่ว่ามันจะมีเหตุการณ์อะไรที่ไม่ดีบางอย่างเกิดขึ้นไหม แต่ก็อุ่นใจขึ้นมาได้ เพราะในระหว่างการเดินทาง ผมได้นั่งเครื่องบินไปลงที่หาดใหญ่ และต่อด้วยรถตู้ส่วนตัวไปที่จังหวัดสตูล
โดยระหว่างที่อยู่บนเครื่องบินของการบินไทยนั้น ผมมีโอกาสพบกับ พ.ต.อ.นพดล เผือกโสมณ ที่ท่านได้รับฉายาว่า เป็นตำรวจของประชาชน และส่วนใหญ่ก็จะทราบกันดีว่าท่านได้เหยียบกับระเบิดจนขาข้างซ้ายขาดและแขนข้างซ้ายก็แทบจะใช้งานอะไรไม่ได้ ท่านยืนยันกับผมว่า จังหวัดสตูล เป็นจังหวัดที่สวยงวมและปราศจากเหตุการณ์ที่ร้ายแรง และก็เป็นเมืองที่น่าไปเที่ยวอีกด้วย เพราะมีเกาะที่สวยงามอยู่หลายแห่ง
และเมื่อผมได้ไปสัมผัสที่นั่น ก็เป็นเรื่องจริงอย่างที่ พ.ต.อ.นพดล เผือกโสมณ ได้บอกไว้ ถ้าท่านผู้อ่านคิดจะไปเที่ยวทางภาคใต้ผมว่า จังหวัดสตูลนี้แหละ เป็นทางเลือกที่ดีไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ ในแถบนั้น
หลังจากผมได้พูดคุยกับ พ.ต.อ.นพดล เผือกโสมณ แล้ว ผมรู้สึกว่าท่านเป็นตำรวจของประชาชนอย่างแท้จริงโดยช่วงระหว่างที่ท่านคุยให้ผมฟังในเรื่องของการที่ท่านเหยียบกับระเบิดจนขาขาด ผมสังเกตสีหน้าและแววตาของท่านก็มิได้แสดงถึงความอาฆาตและน้ำเสียงก็ไม่ได้ความเคียดแค้นชิงชังแต่อย่างใดทั้งสิ้น ความรู้สึกของท่านแสดงออกเหมือนกับว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่มันสามารถเกิดได้กับทุกคน
ก็ต้องบอกว่านี่แหละ ตำรวจของประชาชนหัวใจพระอย่างแท้จริง
เขียนเรื่องอื่นมายาวนาน เกือบจะลืมตอบคำถามของ คุณโบ๊ท บางขุนศรี ที่ต่อเนื่องกันมาหลายฉบับ โดยฉบับนี้ผมจะตอบคำถามให้ข้อที่ 2 ที่ถามว่า ปี่มวยนั้นมีชื่อเรียกหรือเปล่า ซึ่งผมคิดว่า คุณโบ๊ท บางขุนศรี ตั้งใจจะถามว่า ชื่อวงของปี่มวยที่มาเป่าประกอบการชกมวยนั้นมีชื่อว่าอะไรนั่นเอง
ก็อย่างที่ผมได้บอกไปว่าการชกมวยไทย จะมีเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงระหว่างที่มวยชกมีอยู่ 3 ชนิดคือ ปี่ชวา กลองแขก และ ฉิ่ง ซึ่งในสมัยโบราณจะเรียกว่าวงนี้ว่า วงเครื่องกลองแขก เป็นวงที่แยกมาจาก วงกลองแขกเครื่องใหญ่ หรือในปัจจุบันเรียกว่า วงเครื่องสายปี่ชวา นั่นเอง
สรุปโดยง่ายว่า วงที่ใช้ประกอบกับการชกมวยไทยเรียกว่า วงเครื่องกลองแขก และประกอบไปด้วยเครื่องดนตรี 3 ชนิด คือ ปี่ชวา กลองแขก ฉิ่ง และวงนี้ก็จะใช้ประกอบกับการแสดงกระบี่กระบองอีกด้วย
สำหรับคำถามที่ 3 ที่ถามว่า ผมชอบดูมวยไทยหรือ ไม่ ข้อนี้ขอยกยอดเอาไว้ในฉบับหน้า เนื่องจากยังมีเหตุผลที่ทำให้ผมชอบหรือไม่ชอบ อีกทั้งมันต้องสาธยายกันยาวพอสมควร ซึ่งเนื้อที่ฉบับนี้คงจะไม่พอแน่ๆ แต่ที่แน่ๆ ในวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคมนี้ ผมมีโอกาสไปโชว์ระนาดที่เวทีมวยอ้อมน้อยเพื่อเป็นการเปิด มวยรอบอีซูซุคัพ ครั้งที่ 20 ซึ่งเป็นมวยรอบที่มีการจัดมายาวนานที่สุดของเมืองไทยก็ว่าได้
เอาเป็นว่าบ่ายวันเสาร์ที่จะถึงนี้ เปิดทีวีสีช่อง3 ดูการแสดงของผมที่มีชื่อว่า จิตวิญญาณมวยไทย จิตรวิญญาณดนตรีไทย ด้วยนะครับ สวัสดี
"ขุนอิน"



