
โลกร้อนทำฤดูมรสุมล่าช้า
ชิคาโก-นักวิจัยเตือนภาวะโลกร้อนจะส่งผลให้ฤดูมรสุมมาล่าช้า บางพื้นที่จะมีปริมาณน้ำฝนลดลง แต่บางพื้นที่จะเจออุทกภัยร้ายแรง โดยเอเชียใต้จะได้รับผลกระทบหนักสุด
ศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศได้เผยผลการศึกษาในวารสารจีโอฟิสิคอล รีเสิร์ช เลตเตอร์ส เมื่อวันอาทิตย์ (1 มี.ค.) ระบุว่าอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นอาจทำให้ฤดูมรสุมในภูมิภาคเอเชียใต้มาถึงล่าช้าราว 5-15 วันภายในศตวรรษหน้า อีกทั้งยังทำให้ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคเอเชียใต้นั้นลดลงเป็นอย่างมาก
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า มีแนวโน้มว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจทำให้ลมมรสุมเปลี่ยนทิศไปทางตะวันออก ทำให้ฝนตกในมหาสมุทรอินเดีย พม่า และบังกลาเทศมากขึ้น ในขณะที่ปากีสถาน อินเดีย และเนปาลจะมีฝนตกน้อยลง ซึ่งเรื่องนี้อาจทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุทกภัยร้ายแรงมากขึ้นในพื้นที่แถบชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย ศรีลังกา และพม่า อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคเกษตรกรรม การสาธารณสุข และเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียใต้
"ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของโลกอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากลมมรสุมเหล่านี้ และความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยจากรูปแบบของมรสุมปกติอาจทำให้เกิดผลกระทบใหญ่หลวงได้" นายโนอาห์ ดิฟเฟนบัฟ ผู้อำนวยการเฉพาะกาลของศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของมหาวิทยาลัยเพอร์ดิว ซึ่งเป็นผู้นำการศึกษาครั้งนี้กล่าว
วันเดียวกัน มีรายงานว่าคณะนักสำรวจชาวอังกฤษ 3 คนได้เริ่มต้นภารกิจวัดความหนาของแผ่นน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือเพื่อประเมินอัตราความเร็วในการละลายของน้ำแข็งเหล่านี้แล้ว
หน่วยงานสำรวจแคตลิน อาร์คติก เซอร์เวย์ ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ รายงานว่าคณะนักสำรวจเดินทางไปถึงแผ่นน้ำแข็งซึ่งอยู่ห่างจากแคนาดาไปทางเหนือราว 1,075 กิโลเมตรแล้ว และจะดำเนินการวัดความหนา และความหนาแน่นของแผ่นน้ำแข็ง ระดับชั้นหิมะที่ปกคลุม รวมทั้งวัดอุณหภูมิอากาศและน้ำทะเลในแถบนั้นตลอดระยะการสำรวจนาน 90 วัน
คณะสำรวจชุดนี้จะส่งข้อมูล รูปภาพ และวิดีโอจากการสำรวจผ่านดาวเทียม ซึ่งสามารถติดตามอย่างใกล้ชิดที่เว็บไซต์ www.catlinarcticsurvey.com โดยข้อมูลการสำรวจที่ได้รับจะนำมาใช้คำนวณร่วมกับข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมและเรือดำน้ำเพื่อประเมินระดับแข็งในขั้วโลกเหนือซึ่งเริ่มพบเห็นการละลายอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเคยคาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าแผ่นน้ำแข็งจะละลายหมดไปจากมหาสมุทรอาร์คติกภายในปี 2556 โดยมีสาเหตุใหญ่มาจากภาวะโลกร้อน



