ไลฟ์สไตล์

ศธ.สรุปปฏิรูปการศึกษารอบ2ปรับระบบรับตรง

ศธ.สรุปปฏิรูปการศึกษารอบ2ปรับระบบรับตรง

18 ต.ค. 2552

ปฏิรูปการศึกษารอบ 2 ฟันธงปรับรับตรง! เลิกปล่อยมหาวิทยาลัยจัดสอบเองแบบเอกเทศ ต้องจัดสอบรวมหรือใช้คะแนนGAT-PAT แทน แก้ปัญหาเด็กวิ่งรอกสอบ “จุรินทร์ “ มอบสกอ. - ทปอ. เชิญมหาวิทยาลัยคุยเรื่องนี้ พร้อมสั่งหน่วยงานเกี่ยวข้องศึกษาข้อเสนอของ สทศ. ให้ใช้คะแนนO-NET

 ที่รร.ดุสิตธานี  พัทยา วันที่ 18 ต.ค.2552 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)ในประเด็นเกี่ยวกับระบบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาและข้อสอบคัดเลือกในการประชุมเชิงนโยบายเพื่อระดมความคิดเรื่องการพัฒนาการศึกษาทั้งระบบเพื่อพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชนไทยครั้งที่ 2  ระหว่างวันที่ 17 -18 ต.ค. นี้  ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงเรื่องการรับตรงของมหาวิทยาลัยซึ่งนับวันจะรับเพิ่มมากขึ้น และมีความเห็นว่า กรณีที่ไม่ใช่การรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ หรือโควตารับเด็กในพื้นที่แล้ว โครงการรับตรงประเภทอี่น ๆ อยากให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งใช้การจัดสอบร่วมกัน หรือใช้คะแนน GAT PAT ที่นักเรียนต้องสอบอยู่แล้วมาใช้พิจารณารับตรงเพื่อให้เด็กไม่ต้องวิ่งรอกสอบหลายที่ซึ่งเป็นภาระแก่เด็ก และอยากให้ใช้คะแนนความดีความประพฤติเป็นส่วนหนึ่งประกอบการพิจารณาคัดเลือกเด็กเข้าเรียนด้วย

 รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า  ส่วนเรื่องระบบแอดมิชชั่นส์นั้นได้ข้อสรุปว่า 4 องค์ประกอบของแอดมิชชั่นส์ คือ คะแนนโอเน็ต, GPAX ,GAT, PAT นั้นมีความเหมาะสมดีอยู่แล้วแต่ต้องการปรับปรุงคะแนน GPAX ของแต่ละโรงเรียนให้อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน โดยใช้คะแนนโอเน็ตมาเป็นตัวปรับคะแนนGPAX ให้อยู่บนมาตรฐานเดียวกันเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

   นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาข้อเสนอของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) ที่เสนอให้ 1.นำคะแนนโอเน็ตไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินจบ ป.6 ม.3 และม.6 โดยใช้ใน 2 ลักษณะ คือ ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของโอเน็ตก็จะไม่จบการศึกษา หรือนำไปรวมกับคะแนนผลการเรียนก่อนตัดสินการจบ 2. เสนอให้นำคะแนนโอเน็ตไปส่วนหนึ่งของการตัดเกรด 3. นำคะแนนโอเน็ตไปเป็นองค์ประกอบหนึ่งเพื่อพิจารณาคัดเลือกนักเรียนเข้า ม.1 ม.4 และอุดมศึกษา 4. เสริมทรัพยากรให้โรงเรียนที่ได้คะแนนโอเน็ตต่ำในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และ5. ใช้การสอบ GAT ทดสอบนักเรียนปลายช่วงชั้นเพื่อดูว่า นักเรียนคิดวิเคราะห์ได้หรือไม่ เพื่อเป็นข้อมูลให้โรงเรียนสร้างนักเรียนให้คิดวิเคราะห์เป็น

 นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า  จะต้องมีการปรับปรุงข้อสอบโอเน็ตให้สามารถประเมินนักเรียนได้จริงอย่างเที่ยงตรง แม่นยำ สามารถประเมินผู้เรียนได้จริง โดยเฉพาะการประเมินคอดวิเคราะห์ รวมทั้งจะให้ สทศ.ปรับปรุงในเรื่องของการคัดเลือกคนออกข้อสอบที่ผ่านมา สทศ.ยอมรับว่าใช้อาจารย์โรงเรียนสาธิตเป็นผู้ออกข้อสอบทั้งหมด แต่มีเสียงท้วงติงว่าข้อสอบที่ออกมานั้นยากเกินไป จึงต้องการให้ สทศ.เชิญครูของโรงเรียนทุกสังกัด โดยเฉพาะ สพฐ.ที่มีโรงเรียนในสังกัด 3.2 หมื่นโรงมาร่วมออกข้อสอบด้วย ส่วนข้อสอบนั้นอยากให้กำหนดชัดเจนว่า ข้อสอบโอเน็ตนั้น จะเน้นข้อสอบท่องจำและคิดวิเคราะห์เท่าใด เพื่อให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนได้อย่างถูกต้อง เด็กจะได้ไม่ต้องไปกวดวิชา อีกทั้งต้องการให้ สทศ.ทำวิจัยเพื่อพัฒนาการออกข้อสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อสอบโอเน็ตดีขึ้นสามารถประเมินผู้เรียนได้อย่างแม่นยำ

 “ ต้องให้ครูจากโรงเรียนอื่นๆ โดยเฉพาะ สพฐ.ที่มีโรงเรียนกว่า 3 หมื่นแห่ง ร่วมออกข้อสอบด้วย ที่ผ่านมา สทศ.ใช้แต่ครูโรงเรียนสาธิต 52 โรงมาออกข้อสอบให้แก่โรงเรียนกว่า 3 หมื่นแห่ง ข้อสอบจึงมีลักษณะคิดวิเคราะห์แบบสุดโต่งเกินไป นักเรียนก็ต้องไปกวดวิชาเพื่อติวข้อสอบ “ รมว.ศธ. กล่าว

 นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้หารือประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาอาชีวศึกษา และได้ข้อสรุปว่า จะจัดให้มีการทดสอบกลางที่ได้ชื่อว่า V-NET เหมือนกับการสอบโอเน็ตของเด็กสายสามัญ โดยจะเริ่มสอบครั้งแรกกุมภาพันธ์-มีนาคม 2554กับเด็กที่จบ ปวช. ในปีนั้น ทั้งนี้ ข้อสอบจะแยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกข้อสอบวิชาสามัญแบบประยุกต์ที่เหมาะสำหรับเด็กเรียนสายอาชีพ ประมาณ 25% อีก 75% ที่เหลือเป็นข้อสอบเฉพาะวิชาชีพซึ่งจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ คือ คหกรรม พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และศิลปกรรม

 รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า ข้อสรุปที่ได้จากการประชุมจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเตรียมข้อมูลมาประชุมร่วมกันในประชุม 5 องค์กรหลัก ส่วนเรื่องทีเกี่ยวข้องกับแอดมิชชั่นส์และรับตรงนั้นจะส่งให้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)ผู้มีอำนาจตามกฎหมายนำไปประกอบการพิจารณา

 รศ.ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กล่าวว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่า ระบบแอดมิชชั่นมาถูกทางแล้ว ให้คงสัดส่วน GPAX อยู่ที่ 20% บวกด้วยคะแนน GAT- PAT และสมควรจะพิจารณาเพิ่ม O-NET เข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบด้วย (โดยต้องถ่วงน้ำหนักและจัดความสัมพันธ์ระหว่าง GPAX กับ O-NET) 2. มหาวิทยาลัยทั้งหลายควรพิจารณาการนำความดีมาเป็นปัจจัยคัดเลือกเข้าศึกษาต่อด้วย โดยอาจพิจารณานครปฐมโมเดลเป็นกรณีศึกษา 3. โครงการการรับตรงจะต้องมีสร้างกติกาเพิ่มขึ้น เพื่อกำกับแนวปฏิบัติของมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น อาจกำหนดให้รับตรงได้ไม่เกินร้อยละ 50 ที่เคยคิดไว้เดิม เพราะปัจจุบันขณะนี้รับตรงอยู่ที่ร้อยละ 60 รวมทั้ง ให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่จะรับตรงจัดสอบร่วมกันเพื่อลดความซ้ำซ้อนและค่าใช้จ่ายของเด็ก หรืออาจใช้คะแนน GAT- PAT แทนเพื่อจะได้ไม่ต้องจัดสอบเป็นพิเศษอีกครั้งหนึ่ง ผลคือจะมีการสอบเหลือ 2 ครั้ง แทนที่จะมากกว่า 2 ครั้งดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และ สมควรวางระบบป้องกัน เพื่อลดอัตราการสละสิทธิระหว่างผู้ที่สอบได้ในระบบรับตรง และระบบแอดมิชชั่น

 รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) กล่าวว่า ควรจำกัดโควตารับตรงไม่เกินร้อยละ 60 ของจำนวนรับทั้งหมด และน่าจะให้ทุกมหาวิทยาลัยจัดสอบรับตรงวันเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเด็กวิ่งรอกสอบ เด็กแต่ละคนควรเข้าสอบแค่ 2 ครั้งเท่านั้น คือ สอบแอดมิชชั่นกลางและสอบตรง 1 ครั้ง

 คุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การแก้ปัญหาเด็กวิ่งรอกสอบรับตรงนั้น อาจให้มหาวิทยาลัยใช้คะแนน GAT-PAT ซึ่งเด็กต้องสอบอยู่แล้วมาพิจารณาคัดเลือกรับนักศึกษาเข้าเรียน แต่ละสาขาวิชาอาจไปคุยกันโดยมี สกอ. และ ทปอ. ร่วมด้วย กำหนดเกณฑ์การรับตรงโดยใช้คะแนน GAT-PAT ของแต่ละสาขาวิชาเพื่อใช้ทั่วไป ซึ่งถ้าจำเป็น บางสาขาวิชาอย่างแพทย์ อาจต้องจัดสอบเพิ่มเติมอีกได้ แต่หลักการสำคัญคือ ต้องมีระบบอะไรก็ได้ที่ไม่ทำให้เด็กต้องวิ่งสอบหัวหมุน ลดการจัดสอบคัดเลือกที่เป็นเอกเทศของแต่ละมหาวิทยาลัยลง

 รศ.ดร.สมพงษ์ จิตรระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การรับตรงของมหาวิทยาลัยถูกปล่อยเสรี มหาวิทยาลัยแห่รับตรงเพิ่มขึ้นเพื่อหนีตายเพราะขณะนี้ ที่นั่งในระดับอุดมศึกษาและจำนวนเด็กที่จบ ม.6 ใกล้เคียงกันมาก เพราะฉะนั้น จะต้องมีการจัดระบบรับตรง แต่หากใช้วิธีขอความร่วมมือ มหาวิทยาลัยอาจไม่ยอมดำเนินการตาม ต้องให้ระดับรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพคุยกับมหาวิทยาลัยในเรื่องนี้ และอาศัยการควบคุมผ่านระบบงบประมาณและงบวิจัยเป็นตัวกดดัน มหาวิทยาลัยจึงจะยอมเชื่อฟัง

 “ ถ้าเป็นไปได้น่าจะรับตรงทุกแห่งสอบวันเดียวกัน และไม่ให้เด็กที่สอบติดรับตรงแล้วไปสมัครแอดมิชชั่นอีก ส่วนระบบแอดมิชชั่นนั้น มีความเหมาะสมดีแล้ว แต่หากต้องการให้ความสำคัญกับผลการเรียนนั้น อาจใช้วิธีนำคะแนนโอเน็ตมาถ่วงน้ำหนักกับคะแนน GPAX รวมเป็นคะแนนใหม่แล้วเพิ่มสัดส่วนไปได้ถึง 40% ที่เหลือก็เป็นคะแนน GAT -PAT “  รศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

 ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผอ.สทศ. กล่าวว่า ข้อสอบโอเน็ตปี 54 นั้น สทศ.จะใช้ครูของ สพฐ.เป็นผู้ออกข้อสอบตามนโยบายของรมว.ศธ. โดยจะขอให้ สพฐ.ส่งรายชื่อครูมาวิชาละ 5 คน รวม 24 วิชา ทั้งหมด 120 คน เป็นครูที่เก็บความลับได้ ไม่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนกวดวิชา ประมาณต้นเดือน พ.ย. ทั้งหมดจะต้องเก็บตัวออกข้อสอบเป็นเวลา 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม 4 ปี ที่ผ่านมา สทศ.เคยใช้ครูสังกัด สพฐ.ออกข้อสอบ แต่กรรมการกลั่นกรองข้อสอบไม่พอใจ แต่พอใจข้อสอบที่อาจารย์ร.ร.สาธิตออก