
เปิดเสรีเกษตรอาเซียน รัฐบาลช่วยเหลือ หรือช่วยเถือเกษตรกรไทย
การประชุมผู้นำอาเซียนที่มีขึ้นในกลางเดือนตุลาคมนี้ หน่วยงานภาครัฐอยู่ในความพยายามที่จะเปิดเสรีการค้า 3 สาขาหลักที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรพื้นฐานของประเทศ คือ เกษตร ประมง และป่าไม้ หมายความหากการเจรจาประสบความสำเร็จเป็นไปตามคาด ต่างชาติจะสามารถเข้ามาใช้พื้น
สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ความพยายามในการเปิดเสรีอาเซียนครั้งนี้อาจขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐบาลยังมิได้ดำเนินการตรวจสอบ และรับฟังจากประชาชนผู้ที่ต้องรับผลกระทบอันเป็นผลมาจากการเปิดเสรีทั้ง 3 ด้านที่ว่ามานี้อย่างครบถ้วนกระบวนการ สิ่งที่ภาคประชาชนต้องถามว่า รัฐบาล “จริงใจ” กับประชาชนไหม จริงใจกับหลัก “ประชาธิปไตย” ไหม
ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตร ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร ความเปลี่ยนแปลงอันเป็นผลมาจากการเปิดเสรีนั้นกระทบกับความมั่นคง และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างไร รัฐบาลมีคำตอบ และมีหลักประกันให้แก่ประชาชนแล้วกระนั้นหรือ รัฐบาลได้ทำตามข้อบังคับของรัฐธรรมนูญครบถ้วนแล้วหรือในการถามไถ่รับฟังผู้ที่จะต้องรับผลกระทบนี้ รวมถึงประชาชนคนเดินถนน แม้จะไม่อยู่ในภาคเกษตร แต่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมรับผลกระทบในฐานะที่ทุกคนเป็นผู้บริโภคอาหารธัญพืชที่มาจากภาคเกษตร
รัฐบาลรับประกันได้ไหมว่า คนไทยจะได้กินข้าวปลาอาหารที่ไม่แพง และปลอดภัย รัฐบาลรับประกันได้ไหมว่า ที่ดิน ทะเล ป่าไม้ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศจะไม่ถูกทำลายไปมากกว่านี้ มันเป็นความรู้สึกว่ารัฐบาลกำลังจะยก สมบัติชิ้นสุดท้าย ซึ่งอันที่จริงก็ร่อยหรอไปมากแล้ว ให้แก่คนอื่นเสียอย่างนั้น เพียงหวังกับการแลกเปลี่ยนที่จอมปลอมและไม่ยั่งยืน เหมือนกับการยก “บ่อน้ำ” บ่อสุดท้ายให้คนอื่นไป แล้วในที่สุดก็ต้องควักเงินมาซื้อน้ำในบ่อของตนเอง
รัฐบาลรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังเล่นกับ “ความมั่นคง” ของประเทศ โดยเฉพาะความมั่นคงทางอาหาร!
การเข้ามาของพืชต่างถิ่นที่มีผลต่อการกลายพันธุ์ของพืชท้องถิ่นนั้น อาจทำให้ข้าวไทย “เป็นหมัน” สมุนไพรไทยเป็น “สมุนไพรสิงคโปร์” ที่หมดศักยภาพในการป้องกันโรคให้แก่คนไทย ป่าไม้ไทยที่ปัจจุบันเหลืออยู่น้อยนิดไม่ถึง 20% แม้จะผลิตออกซิเจนก็ยังไม่พออยู่แล้ว หากถูก “กิเลสเงินตรา” เปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่น เราจะเหลืออะไร
บวกกับทรัพยากรทางทะเลของเราที่กำลังจะถูกต่างชาติจับจอง แปรสภาพเป็น “เงิน” อีก สุดท้ายเราคงมีสภาพอะไรไม่ต่างกับ “ซากศพ” เมื่อหมดประโยชน์แล้วก็ถูก “ทิ้ง” ไปตามหลักคิดของ “ทุนนิยม”
บทเรียนจากการเปิดเสรีเอฟทีเอกับประเทศจีน ได้ “ฆ่า” เกษตรกรไทยมาแล้วนั้น รัฐบาลได้รับรู้บทเรียนนี้บ้างหรือเปล่า มีเพียงคนกลุ่มน้อยไม่ถึง 5% เท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากเอฟทีเอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาคอุตสาหกรรม หรือรัฐบาลเป็น “ตัวแทน” คนเหล่านั้น ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงฟังเสียงแต่คนที่ได้ประโยชน์แล้วเอามาเขียนเป็นนโยบายเพื่อตอบสนองคนเหล่านี้ และเจตนาจะไม่รับฟังคน 95% ที่เดือดร้อนจริงๆ
ถ้ารัฐบาลคิดว่า จะต้องเอาประเทศไทย เอา “เกษตรกรไทย” เข้าสู่การแข่งขัน และสามารถบริหารทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วล่ะก็ เห็นทีรัฐบาลจะต้องไปปรึกษา เอลินอร์ ออสตรอม (Elinor Ostrom) นักวิชาการหญิงชาวอเมริกันคนล่าสุด ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ จากผลงานการวิจัยเรื่องการใช้ทรัพยากร
เธอสรุปแบบฟันธงว่า รัฐบาลหรือศูนย์กลางอำนาจที่เชื่อว่าตนบริหารทรัพยากรได้ดีกว่าประชาชนนั้น ผิดอย่างแรง โดยเฉพาะยิ่งถ้าเป็นรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพต่ำ มีกลไกรัฐที่ไร้คุณภาพ การบริหารทรัพยากรโดยรัฐนั้นกลับ “อันตราย” อย่างยิ่ง นี่ขนาดการวิจัยของเธออ้างอิงถึงรัฐบาลตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ถือว่าการบริหารจัดการมีประสิทธิภาพพอควร
สำหรับประเทศไทย อย่างที่รู้ๆ กัน “สอบตก” ในเรื่องการบริหารจัดการอยู่แล้ว
รู้อย่างนี้แล้ว ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ จะไม่เงี่ยหูฟังคำเตือนของเจ้าของรางวัลโนเบลคนล่าสุด ที่ได้รางวัลในสาขาเดียวกับท่านนายกฯ เลยหรือ!
"อาจารย์ยักษ์ ณ มหาลัยคอกหมู"



