
อภิสิทธิ์ยันดันงบวิจัยประเทศเป็น1%
นายกรัฐมนตรีชี้งวิจัยประเทศน้อย เตรียมผลักดันแก้ไขให้เพิ่มเป็น 1% ของจีดีพี นำร่องด้วยงบ 1.2 หมื่นล้านสร้าง มหาวิทยาลัยวิจัย ในโครงการไทยเข้มแข็ง เน้นจัดสรรตามความเชี่ยวชาญ พร้อมวางกรอบการทำงานวิจัยให้ภาครัฐ หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชนประสานกันมากขึ้น ก่อ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในระหว่างปาฐกถานำเรื่อง “นโยบายและยุทธศาสตร์ในการสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ” ภายในงานประชุม “นักวิจัยรุ่นใหม่พบเมธีวัยอาวุโส สกว. ครั้งที่ 9” ว่า กระบวนการสร้างองค์ความรู้ และเผยแพร่โดยเฉพาะงานวิจัยต่าง ๆ นั้นถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างรากฐานของสังคม แต่ปัญหาของวงการวิจัยไทยก็ไม่ต่างจากประเทศอื่นคือ เงินน้อย
“งบวิจัยของไทย ซึ่งรวมทั้งเงินจากภาครัฐ และงบกรวิจัยของเอกชนไม่ถึง 0.3% ของจีดีพีของประเทศ น้อยมากกว่าประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วที่มีงบประมาณการวิจัยถึงราว 5% ของจีดีพีประเทศนั้น ๆ “นายอภิสิทธิ์กล่าวก่อนชี้ว่า รัฐบาลตระหนักและพยายามเร่งแก้ไข เพื่อให้งบประมาณการวิจัยของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1% ของจีดีพีประเทศ
การสนับสนุนโครงการ “มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ” ภายใต้งบประมาณไทยเข้มแข็ง 1.2 หมื่นล้านบาท เป็นการนำร่องความพยายามกระตุ้นงบวิจัย โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คืองบ 9 พันล้านบาทสำหรับมหาวิทยาลัย 10 แห่งเพื่อเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ทำงานวิจัยเชิงลึก และงบประมาณ 3 พันล้านบาทสำหรับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในการปรับระดับและพัฒนาความสามารถในด้านต่าง ๆ
นายกรัฐมนตรีเผยว่า ความจำเป็นที่ต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน เนื่องมาจากปัญหาอุดมศึกษาปัจจุบัน ที่ขาดการแยกแยะพันธกิจของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้ชัดเจน มอง มหาวิทยาลัยทุกแห่งเหมือนกันทำให้แย่งกันทำแบบเดียวกัน และขาดความเข้มแข็ง
“เราจำเป็นต้องปฎิรูป วางพันธกิจของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้ได้รับการสนับสนุนตามความถนัดและความเหมาะสม” นายอภิสิทธิ์ย้ำ
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ยังย้ำถึงทิศทางการวิจัยที่ต้องจัดสรรทุนและบริหารจัดการงานวิจัยให้เหมาะสม หลายคนมองว่า งานวิจัส่วนมากมักเป็นไปตามความต้อการของนักวิจัย ซึ่งต้องเข้าใจความหลากหลายของงานวิจัย ที่มีทั้งงานวิจัยพื้นฐานเพื่อสร้างองค์ความรู้สำหรับการต่อยอด งานวิจัยประยุกต์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาประเทศ
ภาครัฐและเอกชนต้องทำงานประสานกันมากขึ้น หากงานวิจัยที่สามารถต่อยอดทางอุตสาหกรมได้ ภาคเอกชนจะได้ประโยชน์สูงสุด แต่ต้องเข้ามาลงทุน โดยที่ภาครัฐไม่จำเป็น้องลงเงินมาก แต่เข้าไปช่วยลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง
ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีก็แสดงความเป็นห่วง หลังพบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทยโดยเฉพาะวิทยศาสตร์และคณิตศาสตร์มีแนวโน้มลดลง ทั้งยังมีบัณฑิตที่จบทางด้านวิทยาศาสตร์เพียง 30% ซึ่งน้อยเกินไป ควรจะมีสัดส่วน 50-50 จึงจะเพียงพอ
“เราต้องสร้างแรงจูงใจ สร้างค่านิยมให้เด็กเก่ง ๆ อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดต้องไปเรียนหมอ วิศวะ ทุกคน ดังนั้น เราต้องแสดงให้เห็นว่า การเป็นนักวิทยาศาสตร์จะมีการสนับสนุนทั้งจากภาครัฐ และสังคม จะทำให้เราได้นักวิทยศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น”นายกรัฐมนตรีกล่าว
ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีย้ำว่า สังคมไทยยังอ่อนแอในแง่ของการเรียนรู้ ทำให้เราจำเป็นต้องสร้างสังคมฐานความรู้ ไม่ใช่สังคมฐานความเห็นหรือสังคมฐานอารมณ์อย่างที่มีกันอยู่ในปัจจุบัน แต่คนไทยต้องรู้จักเรียนรู้ ประยุกต์ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เพื่อรับกระแสความผันผวนที่เกิดขึ้นตลอดเวลา



