
ประชาธิปไตย ทำไมถึงเกิดสับสนวุ่นวาย? (2)
แม้ความสำคัญของประวัติศาสตร์ รวมทั้งจารีตประเพณีของชาติที่สร้างรากฐานจิตใจคนไทยให้มีความเข้มแข็งอยู่เสมอ ก็อยู่บนพื้นฐานเดียวกัน ถ้าใครไม่มีสิ่งนี้อยู่ในรากฐานจิตใจแล้วความหวังที่จะพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความเป็นมนุษย์ที่มีรากฐานจิตใจอิสระช่วยให้มีคุณสมบัติค
ดังนั้น เมื่อพูดถึง “ประชาธิปไตย” ถ้าฉันจะถามเธอว่าความหมายของข้อความประโยคนี้หมายถึงอะไรและมีเหตุผลสืบเนื่องมาจากไหน
ถ้าเธอเป็นคนมีสติสัมปชัญญะ ย่อมหยั่งรู้ความจริงได้ว่า สิ่งที่เรียนรู้มาแล้วในอดีตอย่างลึกซึ้ง เธอคงค้นหาคำตอบจากใจตนเองได้ไม่ยาก
ยิ่งมุ่งไปค้นหาคำตอบจากคนอื่น แม้จากหนังสือซึ่งมีสภาพเป็นเพียงแผ่นกระดาษกับตัวอักษร ถ้าหวังนำมาใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขก็ยิ่งทำให้พิจารณาได้ว่า “เธอเป็นคนขาดสติทำให้ไม่อาจพึ่งพาตนเองได้อย่างสมศักดิ์ศรี แล้วจะพบความสุขได้อย่างไร”
จากสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด หากมองไปสู่อนาคตของชีวิต แทนที่จะมีนิสัยถือสัจธรรมเพื่อนำปฏิบัติให้มั่นคงอยู่ได้ ชีวิตเธอก็ต้องกลายเป็นคนที่มีปมด้อยให้เป็นที่น่าเวทนาของคนทั่วไป เธอจึงกลายเป็นคนมีนิสัยสร้างความยิ่งใหญ่เหนือผู้อื่นแทนที่จะอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งลักษณะดังกล่าวย่อมส่งผลเสียหายให้แก่ตนเองรวมทั้งสังคมร่วมด้วย
ยิ่งมีคนหลงเชื่อด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้เกิดความเสียหายอย่างคาดไม่ถึง แล้วชีวิตก่อนที่จะจากโลกนี้ไปมันจะเหลืออะไรฝากไว้กับแผ่นดินถิ่นเกิดของตัวเธอเอง นอกจากกลายเป็นคนถูกตราหน้าว่าทรยศต่อแผ่นดินซึ่งเป็นแม่ของชีวิตเธอเองอย่างน่าอับอายขายหน้าที่สุด
อนึ่ง เมื่อกลับไปนึกถึงข้อความประโยคหนึ่งซึ่งฉันมักเขียนฝากเอาไว้ในบทความหลายเรื่องว่า “คนไทยส่วนใหญ่ หลังจากขึ้นไปอยู่บนเรือนชานที่มีความสะดวกสบายทางวัตถุอย่างพร้อมมูลแล้ว แทนที่จะรำลึกถึงบุญคุณแผ่นดินถิ่นเกิดของตัวเองก็มักลืมตัว ทำให้หวนกลับลงมาตัดเสาเรือนของตนทิ้งไปอย่างไม่อาลัยไยดี”
หากเธอนำข้อความประโยคนี้มาพิจารณาอย่างรู้เหตุรู้ผล ย่อมตระหนักถึงความจริงได้เองว่าผู้ที่มีลักษณะดังกล่าวสมควรแล้วที่จะถูกประณามว่าเป็นคนเนรคุณต่อผู้มีพระคุณ ยิ่งเป็นผู้ที่เคยกอบกู้แผ่นดินไทยเอาไว้ให้เธอทั้งหลายดำเนินชีวิตอยู่อย่างสมศักดิ์ศรีด้วยแล้ว ถ้าไม่นึกถึงพระคุณอันสูงสุด ก็ควรถูกผีสางเทวดาสาปแช่งไปทั้งชาติ อย่างไม่มีการให้อภัยใดๆ ทั้งสิ้น
"ระพี สาคริก"



