ไลฟ์สไตล์

ยุทธการ "จีวรบิน" สะเทือนการเมือง

ยุทธการ "จีวรบิน" สะเทือนการเมือง

26 พ.ค. 2561

ยุทธการ "จีวรบิน" สะเทือนการเมือง

 

อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

          ผ่านไปแล้วสำหรับอีกหนึ่งสัปดาห์หัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองไทย เพราะมีเหตุการณ์ให้ลุ้นถึงสองเหตุการณ์ด้วยกัน เหตุการณ์แรกคือการชุมนุมของคนอยากเลือกตั้งที่ประกาศก้องจะเดินไปอ่านแถลงการณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล และอีกเหตุการณ์คือการวินิจฉัยร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางโรดแม็พที่นำไปสู่การเลือกตั้ง

 

          เส้นทางแม้จะขลุกขลัก ขรุขระบ้าง แต่ต้องถือว่าผ่านไปได้ชนิดไม่มีใครเจ็บตัวมากนัก เหตุการณ์แรกคือการชุมนุม แน่นอนผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งฝ่าแนวกั้นไปได้ถึงสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่ออ่านแถลงการณ์ แม้ไม่ถึงประตูทำเนียบ แต่ก็ใกล้แค่มองเห็น แม้แกนนำจะถูกจับ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง การบาดเจ็บสูญเสีย โดยเมื่ออ่านแถลงการณ์เสร็จก็ยอมถูกควบคุมตัวและสลายการชุมนุม เพราะพวกเขาน่าจะคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าการกระทำเช่นนี้ย่อมต้องมีคดีติดตัวจากผู้ถืออำนาจรัฐบ้าง แต่ที่สุดศาลก็ให้ประกันตัวออกมาสู้คดี

 

          ฟากฝั่งรัฐบาลก็ได้ประลองกำลังและเอ็กเซอร์ไซส์ดูว่าการใช้อำนาจและการคุมพื้นที่ยังทรงประสิทธิภาพอยู่หรือไม่ ซึ่งคำตอบก็ชัดเจนว่าพวกเขายังคงกุมอำนาจและควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จเรียบร้อย การใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทุกองคาพยพยังไม่แตกแถว  เจ้าหน้าที่เองก็มั่นใจกับการทำตามคำสั่ง ดังที่จะเห็นว่า ถ้าไม่นับ “กองทัพมด” พวกเขาสามารถสกัดผู้ชุมนุมให้อยู่ติดกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จนไม่อาจขยับออกมามากไปกว่านั้นได้ 

 

          เกมนี้จึงนับเป็นการประลองกำลังและมันสมองจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งต้องรอดูว่ายกต่อไปจะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่

 

          ขณะที่อีกเรื่องคือ ร่างกฎหมาย ส.ว. ซึ่งที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่าไม่ขัดกับรรัฐธรรมนูญ ตัวเนื้อหาสาระอาจเป็นเรื่องเชิงเทคนิค แต่นัยทางการเมืองหมายความว่า เหลืออีกเพียงด่านเดียว โรดแม็พระยะที่สองจะสำเร็จ นั่นคือเหลือเพียงกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. เท่านั้น โดยการวินิจฉัยจะมีขึ้นในวันที่ 30 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้

 

          ถ้าผ่านฉลุย กระบวนการสู่การเลือกตั้งจะเดินหน้าเต็มตัว เพราะในส่วนของกฎหมายจะเหลือเพียงขั้นตอนการทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย จากนั้นก็จะเป็นการรอให้กฎหมายมีผลบังคับ โดยจะมีผลหลังลงประกาศราชกิจจานุเบกษา 90 วัน และจากนั้นไม่เกิน 150 วันก็จะมีการเลือกตั้ง

 

          นี่คือกรณีทุกอย่างเรียบร้อย แต่หากกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ผ่านศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่แต่ละฝ่ายต้องหาทางแก้ไขสถานการณ์ เช่นกลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะเคลื่อนไหวอย่างไร และเป็นไปได้สูงว่า ณ วันนั้นคนมาร่วมจะมากกว่าเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลก็ต้องเตรียมหาคำอธิบายและรับมือกับความไม่พอใจของประชาชน

 

          อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ ณ วันนี้ ยังเชื่อกันว่าการเลือกตั้งน่าที่จะไม่เคลื่อนไปจากกำหนดการมากนัก ทำให้การเมืองเริ่มขยับอย่างคึกคัก ไม่ว่าพรรคเก่า พรรคใหม่ และคนที่จะก้าวเข้าสู่การเมือง รวมถึงพรรคของ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทิือกสุบรรณ ก็เข้าไปจดตั้งกับ กกต. แล้วในนาม “รวมพลังประชาชาติไทย”  

 

          แน่นอนการกระโดดเข้าร่วมวงของผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการในการก้าวเข้าสู่อำนาจของ คสช. และประกาศตัวตลอดมาว่าสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ขนาดไหน ย่อมทำให้มองได้ว่า สัญญาณเลือกตั้งแรงชัดขึ้นเรื่อยๆ  

 

          แต่จู่ๆ ก่อนการจดตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย และบรรยากาศการเมืองจะเริ่มคึกคัก ก็เกิดยุทธการ “จีวรบิน”  เมื่อกองปราบปรามบุกดงขมิ้นเข้าจับกุมพระเถระชั้นผู้ใหญ่ จากข้อกล่าวหา “เงินทอนวัด”  เล่นเอาหลายคนตกอกตกใจ แต่ที่เซอร์ไพรส์ไปกว่านั้นคือมีชื่อของ “พระพุทธะอิสระ” ที่ปัจจุบันต้องลาสิกขา เนื่องจากศาลอาญาไม่ให้ประกันตัวและต้องเดินเข้าเรือนจำ ติดร่างแหไปด้วย

 

          การจับกุม “พระพุทธะอิสระ” ครั้งนี้ ต้องแยกจากกรณีเงินทอนวัด แม้จะถูกจับกุมในวันเดียวกัน แต่เขาก็ไม่ได้โดนข้อหานั้น หากแต่เป็นคนละเรื่องที่มาปฏิบัติการในวันเดียวกัน และว่าตามจริงแล้วการเข้าจับกุมเขานั้นหนักกว่าทุกคนมากนัก โดยตำรวจขนคอมมานโดบุกเข้าวัดเต็มอัตราศึก 

 

          ข้อกล่าวหาที่เปิดเผยในภายหลังคือ อั้งยี่ ซ่องโจร ปล้นปืนตำรวจ เมื่อครั้งเป็น “พญาราชสีห์แห่งเวทีแจ้งวัฒนะ” ในการชุมนุมของ กปปส.  และข้อกล่าวหาปลอมแปลงพระปรมาภิไธย ซึ่งถือเป็นข้อกล่าวหาที่หนักหน่วงทั้งสองข้อกล่าวหา

 

          และแน่นอนว่าย่อมมีนัยทางการเมือง เพราะ “พระพุทธะอิสระ” ถือเป็นหนึ่งในตัวละครของเวทีความขัดแย้ง ซ้ำยังมีภาพลักษณ์ที่ชิดเชื้ออยู่กับอำนาจ ไม่ว่าจะเป็น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา , พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ , พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” รวมถึง “สุเทพ  เทือกสุบรรณ” การจับกุมด้วยข้อหาตั้งแต่ปี 2556 ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา

 

          มีเสียงเล่าลือว่านี่คือสัญญาณสลายขั้ว และลดแรงเสียดทานทางการเมือง เพราะหากตั้งเป้าเล่นแต่พระฝ่ายหนึ่ง โดย “พระพุทธะอิสระ” ยังลอยนวล อาจสร้างความไม่พอใจแก่มวลชนได้ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าพร้อมดำเนินการทุกขั้ว ทุกสี ทุกสถานะ

   

          และปฏิบัติการครั้งนี้ยังทำให้ขั้วขัดแย้งทางการเมืองไม่ว่าฝั่งไหนก็ต้องระลึกขึ้นมาได้ทันทีว่าถึงนาทีควรทำตัวอย่างไร ไม่เว้นแม้แต่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่มีบัญชีคดียาวเป็นหางว่าว.