ไลฟ์สไตล์

"พิการ"ปิดโอกาสการศึกษาโรงเรียน"ไม่รับ"ลูกออทิสติก

"พิการ"ปิดโอกาสการศึกษาโรงเรียน"ไม่รับ"ลูกออทิสติก

14 ต.ค. 2552

“โรงเรียนไม่เอาลูกผม เพราะลูกผมเป็นออทิสติก” น้ำเสียงสั่นเครือของผู้เป็นพ่อบอกความรู้สึกผ่านสายโทรศัพท์ตรงถึงบรรณาธิการข่าวโต๊ะข่าวการศึกษา หนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" สะท้อนการศึกษาไทยปฏิเสธเด็กพิการ ทั้งๆ ที่พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ปี 255

ชีวิตของพ่อลูกคู่นี้อาศัยหลับนอนห้องแคบอยู่ในซอยลาดพร้าว 71 ภายในบ้านกองขยะสุมเต็มห้อง พวกเขาเรียกมันว่า “บ้านขยะ” หลบแดดฝนมากว่า 16 ปี ทุกวันๆ พ่อลูกประทังชีวิตรับอาหารแจกตามโรงทานต่างๆ นำมาแลกเป็นเงิน

สายชล ศรีวราพิทักษ์กุล หรือพ่อเอก อายุ 52 ปี คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงดูลูกชาย น้องเติ้ล อายุ 25 ปี เพียงลำพังหลังภรรยาคู่ชีวิตทิ้งไป อาศัยเงินเก็บกว่า 6 หมื่นบาท ทำงานขับรถแท็กซี่ พาลูกไปพบแพทย์เพื่อรักษาอาการดื้อซนไม่เชื่อฟัง ตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จนทราบลูกมีอาการออทิสติกเมื่อตอนอายุ 14 ปี เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ จ.สมุทรปราการ ดูแลรับส่งร่วม 4 เดือน จึงพาลูกเข้าโรงเรียนศึกษาพิเศษหลายที่ สุดท้ายไม่มีโรงเรียนสักแห่งตอบรับลูกเขาเข้าเรียน เหตุผลที่พ่อคนนี้รู้คือ “อาการของลูกผมหนักเกินไป ดูแลไม่ไหว”

พ่อเอก เติบโตในครอบครัวทำอาชีพหาบขนมขาย มีพี่น้อง 8 คน เขาเป็นคนที่ 7 แม่ขายขนมส่งเสียจนเรียนจบชั้น ม.ศ.3 ทำงานเป็นพนักงานส่งเอกสารให้บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จนพบรักกับภรรยามีพยานรัก 1 คน ความสุขที่เคยมีเลือนหาย เมื่อภรรยาตีจากเมื่อปี 2527 เธอเอาลูกชายไปฝากพี่สาวเลี้ยงที่ จ.ร้อยเอ็ด ระหว่างนั้นเขาเข้าออกผ่าตัดฝีที่โรงพยาบาลกรุงเทพ อาการดีขึ้น ว่างเว้นจากการทำงานก็ตามไปหาลูก

 เมื่อลูกชายอายุ 6 ขวบ อาการดื้อชอบปีนป่าย ไม่อยู่นิ่งยิ่งมากขึ้น ทำให้พ่อสงสัยลูกมีอาการแปลกกว่าเด็กคนอื่น พาไปพบหมอด้านจิตเวช แต่ไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ โรงเรียนเป็นทางเลือกปรับพฤติกรรมของลูกที่พ่อหวังพึ่งได้ แต่การเรียนหนังสือของน้องเติ้ลไม่ราบรื่น อีกทั้งน้าสาวเบื่อหน่ายเลี้ยงดู

เวลาเดียวกันนั้น ผู้เป็นพ่อลาออกจากงานพนักงานส่งเอกสาร มาขับรถแท็กซี่แทน หวังจะมีรายได้มากพอไปรับลูกกลับมาอยู่ด้วย แต่แล้ว “จะเอาลูกไหม ถ้าไม่เอาจะพาไปทิ้งสถานสงเคราะห์” เสียงพี่สาวของภรรยาบอกทิ้งท้ายก่อนวางสาย ได้ฟังคำนั้นเขาคิดชีวิตนี้ต้องสู้เพื่อลูก เดินทางไปรับลูกที่ จ.ร้อยเอ็ด มาอยู่ด้วยกันที่บ้านแม่ของเขาย่านบางรัก ความพิการของลูกสร้างความไม่สบายใจให้สมาชิกในบ้าน

พ่อเอก จึงตัดสินใจออกมาอยู่ตามลำพังพ่อลูกในห้องเล็กๆ ย่านลาดพร้าว ในปี 2536 เป็นห้องของน้องสาวคนเล็กยกให้อยู่ ชีวิตตัดขาดกับครอบครัวไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันอีก อาศัยเงินเก็บร่วม 6 หมื่นบาท ตระเวนพาลูกรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ พฤติกรรมการเข้าสังคมของลูกก็ยังไม่ดีขึ้น จึงหันกลับไปพึ่งโรงเรียนศึกษาพิเศษในต่างจังหวัดอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น จ.นครราชสีมา ฉะเฉิงเทรา ลพบุรี ผลปรากฏว่าโรงเรียนเหล่านี้ตอบปฏิเสธรับเด็กพิการเข้าศึกษา ด้วยเหตุผลเดิม “เด็กออทิสติก อาการหนักเกินไปที่จะสอน” เขาไม่ท้อหาที่เรียนให้ลูกพร้อมกับพาไปหาความรู้ในห้องสมุดไอซีที เซ็นทรัลเวิลด์ และห้องสมุดมารวย ทำให้ลูกชายสนใจด้านคอมพิวเตอร์ จดจำเส้นทางไปสถานที่แห่งนี้ได้ด้วยตัวเอง

“ผมไม่สามารถอ่านหนังสือในใจได้ ต้องสะกดคำอ่านออกเสียง เป็นปัญหาเวลาใช้บริการห้องสมุดรบกวนคนอื่น โชคดีมีผู้ใจบุญให้คอมพิวเตอร์ ทำให้ผมฝันสักวันเด็กพิการจะไม่ถูกทอดทิ้ง”  คือความในใจของ เติ้ล
วันนี้ พ่อเอก และ น้องเติ้ล เผชิญหน้ากับความยากจน ชีวิตพึ่งข้าวสารอาหารแห้งจากโรงทานอยู่รอดไปวันๆ เงินเก็บหมดไปกับการเดินทางหาที่เรียนและค่าใช้จ่ายรายวัน สุดท้าย น้องเติ้ล ก็ไม่ได้เรียนเหมือนที่หวังไว้ ชีวิตอยู่ในห้องแคบอับกลิ่นขยะ กินนอนเป็นที่เดียวกัน มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ชายหนุ่มหวังวันข้างหน้าจะได้เรียนด้านคอมพิวเตอร์เป็นโปรแกรมเมอร์สมใจ

อย่างไรก็ตามโอกาสทางการศึกษาของคนพิการในสังคมไทยอาจยังไม่ทั่วถึงแม้จะมี พ.ร.บ.การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ที่ระบุถึงสิทธิการศึกษาของผู้พิการให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ยังมีผู้พิการรอคอยโอกาสทางการศึกษาเพื่อสร้างอาชีพหยัดยืนในสังคมได้ด้วยตัวเอง

0 กิตติยา  ธนกาลมารวย 0เรื่อง/ภาพ