
รู้จักใช้รู้จักเลือก...EP.1
น้ำมันเครื่องจำเป็นต้องซื้อแพงไหม!!!
ย่างเข้าหน้าฝนในฐานะผู้ใช้รถก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือไม่ว่าจะต้องขับลุยน้ำท่วมอย่างไม่ตั้งใจหรือแม้กระทั้งภายในเครื่องยนต์เองอย่างเช่น ของเหลวเราก็ต้องเตรียมพร้อม วันนี้ก็ขอเล่าเรื่องที่หลายๆ ท่านอาจจะรู้แล้ว หรือบางท่านอาจไม่เคยรู้หรือสนใจ วันนี้ทีมงาน คมชัดลึกออโต้ ขออนุญาตนำมาเล่าให้ทุกท่านฟัง และชมในคลิปของเราเป็นตอนแรก
รู้หรือไม่ภายในเครื่องยนต์มีความจำเป็นต้องมีน้ำมันหล่อเลี้ยงชิ้นส่วนต่างๆ motor oil หรือจะเรียก engine oil ภายในเครื่องยนต์ จึงเป็นที่มาของ น้ำมันเครื่อง ที่เราพามาทำความรู้จักในวันนี้ น้ำมันเครื่องในปัจจุบัน แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ
น้ำมันเครื่องชนิดธรรมดา ราคาส่วนใหญ่ไม่แพง ก็เป็นของที่มีให้เลือกใช้ตามศูนย์บริการรถยนต์แต่ละค่าย หรืออู่นอก แต่ก็ต้องเปลี่ยนถ่ายทุก 5,000 กิโลเมตร
น้ำมันเครื่องชนิดกึ่งสังเคราะห์ ก็จะเพิ่มสารต่างๆ เข้าไปเปลี่ยนทุก 7,000-10,000 กิโลเมตร
น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ เปลี่ยนทุก 10,000 - 15,000 กิโลเมตร แต่ก็มีบางยี่ห้อที่บอกว่าสามารถใช้ได้ถึงสองหมื่นและสี่หมื่นกิโลเมตรถึงค่อยเปลี่ยน
ซึ่งตัวน้ำมันเครื่องประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนแรก คือน้ำมันพื้นฐานหรือ Base Oil ยังแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม (Group) ตั้งแต่ Group 1 - 3 เป็นน้ำมันพื้นฐานที่ทำมาจาก น้ำมันดิบ หรือ น้ำมันตามธรรมชาติ (Mineral Oil) ส่วน Group 4 เป็นน้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์ เป็นพวก Polyalphaolefin - PAO หรือ Ester Base คือผลิตขึ้นมาจากสารสังเคราะห์แท้ๆ 100 % ให้การหล่อลื่นและปกป้องได้ดียิ่งกว่า เหนือกว่า คงตัวได้นานกว่า ส่วน Group 5 เป็นน้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์ (Full Synthetic) ผลิตมาจากสารสังเคราะห์ล้วนๆ เช่นกัน ส่วนใหญ่จะเป็น Ester มีความหล่อลื่นมากและอายุการใช้งานที่นานขึ้น แต่ต้นทุนก็สูงกว่าน้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์อย่าง Group 4 ส่วนที่สอง จะเป็นพวกสารเพิ่มคุณภาพที่แต่ละยี่ห้อจะนำมาใส่ผสมกับ Base Oil ที่เลือกใส่แล้วนำมาจำหน่ายในประเภทน้ำมันเครื่องแบบไหน
มาดูตัวเลขบนฉลากน้ำมันเครื่องบอกอะไรบ้างข้างแกลอนน้ำมันเครื่องทุกยี่ห้อจะมีตัวเลข 2 ชุด ตัวเลขข้างหน้าก่อนตัว W หมายถึง ค่าความใสวัดตั้งแต่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็งตั้งแต่ 0 องศาเซลเซียสจนถึง -30 องศาเซสเซียส เช่น 0W คงความข้นใสไว้ได้ต่ำกว่า -30 องศาเซลเซียส 5W คงความข้นใสไว้ได้ถึง -30 องศาเซลเซียส คั่นกลางด้วยตัวอักษร W มาจากคำว่า Winter มีความหมายถึง ความต้านทานการเป็นไข ส่วนตัวเลขชุดหลังเป็นเกรดความหนืด เช่น 30, 40, 50, 60 วัดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ตัวเลขยิ่งสูงหมายถึงน้ำมันที่ยังคงความหนืด และมีความหนาของฟิล์มน้ำมันที่ให้การหล่อลื่นและปกป้องได้ในอุณหภูมิสูง ยกตัวอย่างการอ่านค่าบนฉลากน้ำมันเครื่อง SAE 5W-50 หมายความว่า ในอุณหภูมิ -30 องศาเซลเซียส น้ำมันจะมีค่าความหนืดอยู่ที่ เบอร์ 5 แต่เมื่ออุณหภูมิสูงถึง 100 องศาเซลเซียส จะเปลี่ยนค่าความหนืดเป็น เบอร์ 50
น้ำมันเครื่องจึงถือเป็นส่วนสำคัญต่อระบบเครื่องยนต์ เพราะทุกชิ้นส่วนในเครื่องยนต์จะเกิดการเสียดสีจนเกิดความร้อนสะสม และยังมีสิ่งสกปรกที่เกิดจาการเผาไหม้ รวมทั้งเศษชิ้นส่วน อาจตกค้างอยู่ในห้องเครื่อง จึงจำเป็นต้องมีน้ำมันเครื่อง เพื่อช่วยหล่อลื่นและช่วยลดการสึกหรอ แรงเสียดทาน ลดการกัดกร่อน ที่เกิดจากเศษชิ้นส่วนที่หลุดออกมา รวมถึงลดปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้น ทำให้ชิ้นส่วนต่างๆ ภายในครื่องยนต์สะอาด แถมยังช่วยระบายความร้อน อุดรอยรั่วในห้องเผาไหม้ ส่งผลให้แรงอัดในเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นตามมา
เมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้วการเลือกใช้น้ำมันเครื่องแบบไหนของเรา? จะต้องพิจารณาถึงความจำเป็นที่จะเลือกใช้น้ำมันเครื่องแบบธรรมดาหรือแบบสังเคราะห์ในการใช้งาน โดยทั่วไปการเลือกใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ก็เนื่องจากมีระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายที่นานกว่าน้ำมันเครื่องปกติ แต่ก็ต้องไม่ลืมถึงจำเป็นว่าคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายแพงขึ้นหรือไม่ (ดูจากคลิปประกอบ) แต่สำหรับการใช้งานในสภาวะปกติและระยะทางไม่มากนักก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกใช้น้ำมันเครื่องเกกรดสังเคราะห์ก็ได้ และที่สำคัญทุกครั้งคือการเปลี่ยนถ่ายตามระยะทางที่กำหนด จะเกินบ้างก่อนบ้างก็ขอให้ถ่ายน้ำมันครับเพราะถ้าเครื่องพังรับรองเสียหายกว่าการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหลายเท่านัก
ครั้งหน้าจะพาไปชมกับน้ำมันชนิดไหนติดตามชมตอนต่อใน EP.2 ครับ
ขอขอบคุณ วิทยากรรับเชิญ คุณฐิติ คงสวัสดิ์ศักดิ์
เรื่อง ธวัชชัย พิชิตรณชัย
email : [email protected]



