
กมธ.วุฒิห่วงโทรคมนาคมไทยไปไม่รอด
กมธ.วุฒิห่วงโทรคมนาคมไทยไปไม่รอด จี้รบ.เตรียมแผนรับมือก่อนที่กสท. และทีโอที.จะล่มสลาย แนะให้ยกเครื่องใหม่
(12ต.ค.) ที่รัฐสภา นายอนันต์ วรธิติพงศ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจสาขาสื่อสารโทรคมนาคม วุฒิสภา กล่าวว่า อนุกรรมาธิการฯได้หยิบยกกรณีการบริหารงานของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)หรือ ทีโอที และบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน)หรือ แคท ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจของรัฐ เพราะมีความเป็นห่วงว่าอนาคตอันใกล้นี้หากทั้งสองหน่วยงานไม่มีการปรับตัว ในที่สุดก็จะต้องปิดตัวลงในที่สุด เพราะล่าสุดกระทรวงการคลังมีแนวคิดที่จะเปิดบริษัทขึ้นแห่งหนึ่งเพื่อดึงรายได้จากทั้งสองบริษัทดังกล่าวมารวมกัน หากเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้ทั้งทีโอทีและแคทต้องประสบภาวะขาดทุน
นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า กรรมาธิการฯจะจัดทำข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลให้ภาครัฐ โดยกระทรวงการคลัง และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯต้องกำหนดบทบาทให้กับสองบริษัทดังกล่าวใหม่ว่าจะให้ดำเนินกิจการเพื่อความมั่นคงของชาติ หรือจะให้ทำธุรกิจเพื่อแข่งขันกับเอกชน หากจะดำเนินกิจการเพื่อความมั่นคงรัฐจะต้องเพิ่มสิทธิพิเศษในการทำงานให้กับทั้งสองบริษัท แต่ถ้าต้องการให้ทำการแข่งขันก็จะต้องทำให้ทั้งสองบริษัทบริหารงานได้อย่างคล่องตัว
นอกจากนั้นยังต้องพิจารณาด้วยว่าการจะให้ดำเนินกิจการแข่งขันกับเอกชนนั้นจะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 48 ( 1 ) หรือไม่ และไม่ควรปล่อยให้สองบริษัทดำเนินธุรกิจในลักษณะที่แข่งขันกันเอง เพราะทำให้มีการลงทุนที่ซ้ำซ้อน ต้องวางแผนก่อนที่จะหมดอายุสัมปทานในอีก 5 - 6 ปีข้างหน้า ถึงเวลาแล้วที่ต้องรวมสององค์กรนี้ให้เป็นองค์กรเดียวกัน และเพิ่มความสะดวกความคล่องตัวในการทำงาน โดยไม่ควรให้การเมืองเข้าไปแทรกแซงการทำงานของบอร์ดทีโอทีและบอร์ดของแคท เนื่องจากที่ผ่านมาเมื่อมีการเปลี่ยนตัวรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศทุกครั้งก็จะต้องมีการเปลี่ยนตัวบอร์ดของทั้งสองหน่วยงานตามมา ทั้งนี้กรรมาธิการฯจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากบุคคลที่เกี่ยวข้องในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ณ ห้องเจ้าพระยาบอลรูม โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค กทม.ก่อนจัดทำข้อเสนอไปยังรัฐบาลเพื่อเร่งดำเนินการต่อไป
เมื่อถามว่าหากจะประเมินผลงานของรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายอนันต์ กล่าวว่า การทำงานค่อนข้างล่าช้า ไม่เน้นการพัฒนาโครงสร้างหรือการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ทั้งที่ควรจะทำได้ดีกว่านี้ แต่กลับไปเน้นงานด้านสังคมมากเกินไป



