
ผู้ป่วยจิตเวชเฮวิทยารับบรรจุยาเข้าบัญชียาหลัก
ผู้ป่วยจิตเวช เฮ วิทยา รับปากบรรจุยาจิตเวช 2 รายการเข้าบัญชียาหลักแห่งชาติแน่ เป็นของขวัญปีใหม่นี้ เตรียมประสาน เสธหนั่น เปิดประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบยานัดแรกด่วน
ที่กระทรวงสาธารณสุข – เมื่อเวลา 10.30 น. สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตและเครือข่ายผู้ป่วยจิตเวช นำโดย น.อ.สมปอง เกิดแสง นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิต ได้เข้าพบนายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข เพื่อขอให้เร่งผลักดันการเข้าถึงยาของผู้ป่วยจิตเวช 2 รายการ คือ ยาเซอร์ทราไลน์(Sertraline) รักษาโรคซึมเศร้า(Depressive disorder) และยาริสเพอริโดน (Risperidone) รักษาโรคจิตเภท(Schizophrenia) ภายหลังจากที่ได้หารือร่วมกับ นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต ภญ.วีรวรรณ แตงแก้ว รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และผู้แทนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) และสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ทางเครือข่ายผู้ป่วยจิตเวชได้เคยเข้ายื่นหนังสือเรื่องนี้ต่อนายวิทยามาแล้ว
นายวิทยา กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้ทางกรมสุขภาพจิตเร่งดำเนินการโดยหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทราบว่าขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเข้าเสนอบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยครั้ง ทำให้ยังไม่มีคืบหน้า โดยเฉพาะการตั้งแต่งคณะกรรมการพัฒนาระบบยาที่เสียเวลาในการสรรหากรรมการที่เหมาะสม แต่ขณะนี้เป็นเรียบร้อยแล้ว มี พล.ต.สนั่น ขจรประศาส์น รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
คาดว่าจะมีการประชุมนัดแรกในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะส่งมอบเรื่องนี้ให้ทางคณะอนุกรรมการบัญชียาหลักแห่งชาติดำเนินการต่อเพื่อบรรจุยายาเซอร์ทราไลน์(Sertraline) และยาริสเพอริโดน (Risperidone) ในบัญชียาหลักแห่งชาติต่อไป ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยจิตเวชเข้าถึงยาได้
“ผมรับเรื่องแล้ว และรับอาสาจะประสานไปยัง พล.ต.สนั่น เพื่อขอให้มีการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบยาโดยเร็ว เชื่อว่าไม่มีปัญหา และจะเป็นของขวัญปีใหม่ในปี 2553 ให้กับผู้ป่วยจิตเวชในการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพได้” รมว.สาธารณสุข กล่าว
ด้าน นพ.ชาตรี กล่าวว่า ยาเซอร์ทราไลน์และยาริสเพอริโดน เป็นยาที่หมดสิทธิบัตรแล้ว ประเทศไทยสามารถซื้อวัตถุดิบมาผลิตเองได้โดยไม่ต้องประกาศทำซีแอล จะทำให้ราคายาถูกลงกว่าเดิมมาก ยาทั้ง 2 ตัวมีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงน้อยมาก โดยยาเซอร์ทราไลน์ เป็นยาใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า รักษาอาการคุ้มคลั่ง(mania) รักษาโรคย้ำคิดย้ำทำ( Obsessive – compulsive disorder) รักษาอาการอารมณ์ แปรปรวน 2 ขั้วที่เรียกว่าไบโพล่าร์ ( Bipolar disorder) และรักษาพฤติกรรมก้าวร้าว มีผลข้างเคียงน้อย ที่ผ่านมามีผู้ป่วยเข้าถึงยาชนิดนี้เพียง 4.8 หมื่นคน หรือร้อยละ 4 จากจำนวนผู้ป่วยทั้งสิ้น 1.2 ล้านคน เนื่องจากยาต้นตำรับ ราคาเม็ดละ 37 บาท ผู้ป่วยจะมีค่าใช้จ่ายคนละ 13,505 บาทต่อปี ส่วนยาริสเพอริโดน เป็นยารักษาผู้ป่วยโรคจิตเภท รักษาได้ผลดี มีผลข้างเคียงน้อย ประเทศไทยผู้ป่วยที่เข้าถึงยาตัวนี้มีน้อยมากไม่ถึงร้อยละ 5 จากผู้ป่วยที่มีกว่า 6 แสนคน ยาต้นตำรับราคาเม็ดละ 58 บาท ต้องกินวันละ 2 เม็ด ดังนั้นผู้ป่วย 1 คน จะมีค่ายาปีละ 42,340 บาท โดยหากไทยสามารถผลิตยาทั้ง 2 ตัวนี้ได้เอง จะทำให้ราคายาถูกลง จะทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยา ทำให้ผลการรักษาดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา
“ยาริสเพอริโดนรักษาโรคจิตเภทที่ผ่านมาผู้ป่วยมีปัญหาการเข้าถึงยานี้ค่อนมาก เนื่องจากมีราคาแพงตกเม็ดละ 60 บาท ซึ่งผู้ป่วยต้องรับยาวันละ 2 ครั้ง เฉลี่ยค่าใช้จ่ายยาวันละ 120 บาท ถือเป็นราคาที่แพงมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ไม่มาก แต่หากขึ้นทะเบียนยาและบรรจุในบัญชียาหลักจะทำให้ยามีราคาถูกลง ซึ่งทาง อภ.สามารถผลิตได้อยู่ราคาเม็ดละ 5 บาทเท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่มีคุณภาพ ผลข้างเคียงน้อย ทั้งนี้ยังจะพิจารณาเป็นยาพื้นฐานแทนยาตัวเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ที่มีผลข้างเคียงมาก เช่น ตัวแข็ง ลิ้นแข็ง ทำงานไม่ได้ ผู้ป่วยเองก็ไม่อยากใช้ ส่งผลกระทบค่อนข้างมาก” รมว.สาธารณสุข กล่าว
นายวิทยา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จากข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตปี 2551 ประเทศไทย มีผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการเริ่มต้นถึงรุนแรง ทั้งหมดร้อยละ 20 หรือ 12 ล้านคน โดยเป็นโรคจิตเภทรุนแรงประมาณ 3-6 แสนคน โรคซึมเศร้า ประมาณ 6 แสน-1.2 ล้านคนและโรคอารมณ์แปรปรวนประมาณ 2 .4 แสนคน ซึ่งในจำนวนนี้เข้าถึงบริการสุขภาพเพียงร้อยละ 4 หรือ 4.8 แสนคนเท่านั้น



