
โลกใบนี้ดนตรีไทย - ปี่มวยกับสาวสวยและบ้านโฮมฮัก
เมื่อฉบับที่แล้วผมได้ตอบคำถามของ คุณโบ๊ท บางขุนศรี ในข้อแรกที่ว่า ทำไมมวยไทยถึงต้องมีปี่กลองเข้าประกอบ
ซึ่งผมคิดว่าหลายท่านที่ได้อ่านก็คงพอจะกระจ่างและถึงบางอ้อไปได้บ้าง และก็ยังมีการเล่นของไทยที่เรียกว่า กระบี่กระบอง ซึ่งจะใช้ปี่กลองมาประกอบเหมือนกันกับมวยไทยทุกอย่าง และก็ไม่สามารถที่จะทราบว่าอย่างไหนเกิดขึ้นก่อน ซึ่งในตอนแรกผมเชื่อว่าปี่มวยน่าจะเกิดขึ้นก่อน เพราะว่ามวยไทยคงจะเกิดขึ้นก่อนกระบี่กระบอง เพราะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าน่าจะเกิดขึ้นก่อนการต่อสู้ที่ใช้อาวุธ และปี่มวยก็คงจะเกิดก่อนกระบี่กระบอง แต่มันก็ยังคงไม่มีอะไรมาให้เห็นเป็นที่แน่ชัด
และพอมานึกถึงการประหารชีวิตนักโทษในสมัยก่อน ที่ใช้วิธีตัดศีรษะโดยใช้มีดดาบฟันไปที่คอ และเพชฌฆาตที่เป็นคนฟันคอ ก็จะต้องทำการร่ายรำไหว้ครู ซึ่งก็จะมีปี่กลองมาประกอบอยู่แล้ว ซึ่งก็ทำให้ผมคิดว่า นี่อาจจะเป็นต้นฉบับของปี่กลองที่ประกอบกระบี่กระบองก็เป็นไปได้ และมันก็มองเห็นเป็นรูปธรรมที่เด่นชัดกว่าปี่กลองของมวยไทย ดังนั้นมันก็ไม่แน่เสียแล้วว่า ปี่กลองของมวยจะเกิดขึ้นก่อนปี่กลองของกระบี่กระบอง
แต่อย่างไรก็ดีทั้งปี่กลองของมวยไทยและของกระบี่กระบองนั้น ก็จะมีเครื่องดนตรีที่เหมือนกันทุกอย่างอยู่ 3 ชนิดด้วยกันคือ 1 ปี่ชวา 2 กลองแขก 3 ฉิ่ง ส่วนการเป่าปี่รวมถึงการตีกลองถ้าฟังเผินๆ แล้วทำนองก็จะคล้ายๆ กัน แต่ความจริงแล้วเพลงที่ใช้ประกอบของทั้งสองวงจะมีความแตกต่างกัน
โดยทางมวยไทยพอเริ่มด้วยการไหว้ครูก็จะใช้ทำนอง สะระหม่า แต่จะเป็นช่วงที่เรียกว่าโยน ก็คือไม่ได้ใช้เพลงสะระหม่าทั้งหมด และพอมวยเริ่มชกก็จะใช้ เพลงแขกเจ้าเซ็น ไปตลอดจนกระทั่งถึงหนึ่งนาทีสุดท้ายของยกที่ห้าก็จะเปลี่ยนเป็นเพลงเชิด ส่วนปี่กลองที่มาประกอบกับกระบี่กระบองนั้นจะมีความละเอียดในเรื่องของเพลงมากกว่าปี่มวย เนื่องจากการแสดงหรือการต่อสู้ของกระบี่กระบองนั้น จะใช้อาวุธหลายชนิดด้วยกันซึ่งก็จะมีเพลงกำหนดเอาไว้ว่าเพลงนี้ต้องใช้กับอาวุธชนิดนี้ในช่วงของการไหว้ครู เช่น ดาบต่อสู้กับดาบจะใช้เพลงโยนดาบ กระบี่กับกระบี่จะใช้เพลงกระบี่ลีลา พลองกับไม้สั้นจะใช้เพลงแขกมอญเป็นต้น ซึ่งเหล่านี้จะต้องถูกระบุเอาไว้ตายตัวและหลังจากไหว้ครูก็จะเริ่มการต่อสู้โดยช่วงแรกของการต่อสู้นั้นกระบี่กระบองจะมีลีลาอย่างหนึ่งที่เรียกว่า ย่างสามขุม เหมือนกับเป็นการดูชั้นดูเชิงของฝั่งตรงข้ามโดยยังไม่มีการประทะกันแต่อย่างใด
และช่วงนี้ปี่กลองก็จะใช้ทำนองสะระหม่าในช่วงของโยน ซึ่งก็จะเป็นเพลงเดียวกันกับที่ใช้ในตอนไหว้ครูของมวยไทยเพียงแต่การย่างสามขุมเพลงจะมีจังหวะที่เร็วและกระชับกว่าการไหว้ครูมวยไทย
หลังจากที่ย่างสามขุมแล้วพอเริ่มปะทะกันปี่กลองก็จะเปลี่ยนเป็นทำนองที่เรียกว่า แปลง ไปจนจบการแสดง และถ้าเราสังเกตให้ดีๆ ว่า ปี่กลองทั้งสองวงนี้จะแบ่งเป็นสามช่วงเพลงเหมือนกัน ซึ่งถ้าจะเรียกแบบนักดนตรีไทยเขาจะเรียกเพลงปี่มวยว่า โยน เจ้าเซ็น เชิด ส่วนกระบี่กระบองจะเรียกว่า สองชั้น โยน แปลง และก็เป็นอันว่าจบปัญหาในข้อที่หนึ่ง
ส่วนอีกสองข้อเอาไว้ค่อยมาอ่านในฉบับหน้า เพราะรู้สึกว่าเขียนเรื่องนี้ต่อเนื่องกันมาสองฉบับมันก็ชักจะเครียดอยู่เหมือนกันผมจึงคิดว่าลองเขียนเรื่องอื่นๆ เป็นการคลายเครียดกันบ้างดีกว่า
ผมจำได้ว่าเมื่อฉบับที่แล้วผมได้เขียนถึงน้องหม่องเด็กชายนักพับจรวดกระดาษชื่อดัง มาถึงฉบับนี้ก็เลยอยากจะเขียนถึงเด็กชายคนหนึ่งที่มีวัยใกล้เคียงกับน้องหม่อง ซึ่งคนนี้ไม่ได้เป็นนักพับจรวด แต่เป็นเด็กชายที่มีชีวิตคล้ายกับละครหลังข่าว ก็คือแม่เสียชีวิตและก็ออกตามหาพ่อที่เป็นชาวต่างชาติและก็มีโอกาสได้พบกัน และเด็กชายคนนั้นเราจะรู้จักกันดีในนาม เคอิโงะ ซาโต
ซึ่งหนูน้อยคนนี้เป็นเหมือนกับผู้นำให้แก่เด็กไทยที่มีพ่อแม่เป็นชาวต่างชาติให้มีคนมาช่วยตามหาพ่อที่อยู่ต่างแดน และเมื่อเร็วๆ นี้มีเด็กน้อยหลายคนในจังหวัดพิจิตรได้ออกมาขอความช่วยเหลือจาก ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ให้ช่วยออกตามหาบิดาโดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวอาทิตย์อุทัยเหมือนกับหนูน้อย เคอิโงะ ซึ่งดูเหมือนว่าไอ้หนุ่มแดนปลาดิบชอบมาไข่ทิ้งในเมืองไทย ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าสาวไทยสวยและมีเสน่ห์กว่าสาวชาวญี่ปุ่นก็เป็นไปไค้ แต่พอรักร้าวก็จะจากกันไปแล้วก็ทิ้งปัญหาให้แก่สังคมไทยเหมือนกับในกรณีของน้องเคอิโงะ
แต่ก็ต้องขอชมเชยหนูน้อย เคอิโงะ ซึ่งในตอนก่อนที่จะพบกับคุณพ่อ เขาก็ทำตัวเป็นเด็กดีไม่ได้สร้างปัญหาให้กับสังคมแต่อย่างใด แต่เจ้าตัวปัญหา จริงๆ นั่นก็คือชายหนุ่มกับหญิงสาวคู่นั้นๆ นั่นเองแหละ แต่ไอ้เรื่องพรรค์นี้มันก็พูดกันยาก คนอื่นๆ ก็จะมองว่ามันเป็นเรื่องของคนมักง่ายและมักได้ ส่วนเจ้าตัวก็จะบอกว่ามันเป็นเรื่องของพรหมลิขิต ก็จะว่ากันไปแบบนี้
โดยส่วนตัวผมนั้นคิดว่า สาวไทยน่าจะโดนหนุ่มชาวไทยนี่แหละไข่แล้วก็ทิ้งมากกว่าหนุ่มชาวต่างชาติหลายร้อยเท่า แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกเพราะยังไม่เห็นมีเด็กไทยคนไหนออกมาให้ช่วยตามหาพ่อที่เป็นชาวไทยกันบ้าง และที่แย่ไปกว่านั้นอีกหลายๆ คนไม่มีทั้งพ่อและแม่ ซึ่งดูเหมือนว่าชาตินี้ก็คงจะตามหาไม่เจอ เพราะไม่รู้ว่าจะไปหาที่ไหน ถ้าไม่เชื่อผมก็เข้าไปดูที่ บ้านโฮมฮัก ก็ได้นะครับ
"ขุนอิน"



