
เป็นที่พึ่งผู้ยากไร้ดีกว่ารับใช้เศรษฐี นพ.ธณัฐวิทยานุลักษณ์ แห่งบ้านดินขาว
เนื่องในศุภวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 60 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ข้าพเจ้าซึ่งจบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตในปีนี้ จึงอยากทำความดีเพื่อร่วมถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
โดยตั้งใจจะนำความรู้ที่ได้เล่าเรียนมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เวลาที่ดูข่าวในพระราชสำนักเมื่อเห็นพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรตามถิ่นทุรกันดาร และพระราชทานหน่วยแพทย์ให้ตรวจรักษาชาวบ้าน ข้าพเจ้าและแพทย์อีกหลายๆ ท่าน คงจะคิดเหมือนข้าพเจ้าว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต หากมีโอกาสได้ตามเสด็จไปตรวจรักษาชาวบ้านในถิ่นทุรกันดาร ก็คงจะมีความสุขใจมาก
หมอโน้ต จบการศึกษาจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปี 2549 จากนั้นได้เข้ารับราชการเป็นเวลา 1 ปี ตามโครงการแพทย์เพิ่มพูนทักษะ ที่โรงพยาบาลแพร่ และโรงพยาบาลร้องกวาง จ.แพร่ ปี 2550 ได้ลาออกจากราชการ แต่ยังคงปฏิบัติงานอยู่ที่โรงพยาบาลแพร่ จนถึงปัจจุบัน และทำงานให้สังคมโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ โดยยึดคติประจำใจที่ว่า เป็นที่พึ่งของผู้ยากไร้ดีกว่าเป็นผู้รับใช้ของเศรษฐี"
ครั้งแรกที่ไปบ้านดินขาวของชาวเขาเผ่าปกากะญอ ใน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ หมอโน้ต ตั้งใจทำความดีเพื่อร่วมถวายพระพรแด่ในหลวง และไปเยี่ยมมาเซอร์ มารีอักแนส บัวทรัพย์ (คุณน้า) ซึ่งมาอยู่ที่บ้านดินขาวเป็นปีแรก และเพื่อร่วมฉลองวันครบรอบวันเกิดคุณยาย
บ้านดินขาวแห่งนี้อยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาลกว่า50 กิโลเมตร มีโรงพยาบาลชุมชนที่ใกล้ที่สุดคือ โรงพยาบาลแม่แจ่ม มีชาวบ้านมากมายที่อยากมาหาหมอ ทั้งป่วยมาก ป่วยน้อย และไม่ป่วย เพราะหมอโน้ตเป็นแพทย์คนแรกที่ได้มาที่บ้านดินขาว ชาวบ้านหลายๆ คน แม้จะเคยป่วย แต่ก็ไม่เคยไปหาหมอ เพราะว่าโรงพยาบาลอยู่ไกล ไปทีเสียเวลาเป็นวัน และที่สำคัญไม่มีรถ เมื่อมีหมอมาหาถึงที่ก็อยากจะขอตรวจสักหน่อย หมอโน้ตจึงเป็นความหวังเดียวของพวกเขาเหล่านั้น
การรักษาในปีแรกหมอโน้ตเล่าว่า ไม่ได้มีการเตรียมตัวมากนัก เพราะไม่รู้ว่าจะมีผู้ป่วยโรคใดบ้าง อุปกรณ์ที่นำมาด้วยมีแค่ ไฟฉาย ไม้กดลิ้น ปรอทวัดไข้ เครื่องวัดความดัน และหูฟัง ยาที่เตรียมมาก็มีแต่ยาแก้ไข แก้หวัดเท่านั้น ลำพังตัวหมอคนเดียวคงตรวจผู้ป่วยได้ไม่ครบทุกคน เพราะว่าที่นั่นไม่มีไฟฟ้า หากมืดแล้วก็จะต้องหยุดตรวจ จึงต้องขอร้องชาวบ้านให้นำผู้ที่ป่วยมากมาตรวจก่อน
ชาวบ้านหลายๆคนพูดภาษาไทยไม่ได้ ทำให้ใช้เวลาในการตรวจรักษามากขึ้น มีครูมาเป็นล่ามช่วยแปลให้ หลังการตรวจหากพบต้องมีการรักษาต่อหมอโน้ตจะส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลอำเภอ มีงบประมาณค่ารักษาพยาบาลให้ และประสานงานกับโรงพยาบาลต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียง ทุกๆ ปีก่อนที่หมอโน้ตจะขึ้นไปตรวจคนไข้ ก็จะรวบรวมเครื่องมือแพทย์ ยาและเวชภัณฑ์ ว่าต้องใช้อะไรบ้างจากที่หาได้ แล้วยังเปิดรับบริจาคจากผู้ที่มีจิตศรัทธา เปรียบเสมือนการบอกบุญ โดยนำเงินที่ได้ไปซื้อยาเพื่อรักษาคนไข้ต่อไป
"ปัญหาทางด้านสุขภาพมีอยู่มาก เนื่องจากที่นั่นมีสภาพอากาศที่หนาวเย็นเป็นเวลานาน ทำให้มีเด็กจำนวนมากเป็นหวัดเรื้อรัง มีโรคที่มาจากการประกอบอาชีพ เช่น อาการปวดเมื่อย ปวดหลัง โรคที่เกิดจากการเสื่อมตามอายุ และโรคผิวหนัง ที่พบบ่อยก็คือโรคผิวหนังอักเสบ ปีที่ 2 และ 3 ของการขึ้นไปรักษา จึงติดตามและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ มีการจัดทำแฟ้มประวัติ เตรียมยาไว้หลายชนิดกว่าเดิมมาก สามารถรักษาโรคได้ ไม่ได้มีแค่ยาสามัญประจำบ้านเหมือนครั้งแรก" หมอโน้ตเล่า
หลังจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดบ้าน สันตะมารีย์ และศูนย์การเรียนรู้ สรรพวิทยา ที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟแม่แจ่ม ส่งผลให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนี้มีการสาธารณสุขที่ดีขึ้น มีปัญหาทางด้านสุขภาพลดน้อยลง ฯลฯ ในวันนั้น หมอโน้ต ได้รับพระราชทานเข็มที่ระลึกจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะผู้มีอุปการคุณต่อโรงเรียน ยังความปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง
จากนี้ไปความมุ่งมั่นของหมอหนุ่มยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าครบ 3 ปีที่มีโอกาสจะได้ศึกษาต่อแล้วก็ตาม และแม้ว่าจะไปเรียนต่อ หมอโน้ต ก็ตั้งใจว่าจะไปตรวจเยี่ยมชาวบ้านที่บ้านดินขาวเป็นประจำทุกปี และตรวจรักษาอีก นี่คือคำมั่นสัญญาของ "อุดมการณ์หมอหนุ่มแห่งบ้านดินขาว" ที่ชื่อ นพ.ธณัฐ วิทยานุลักษณ์ นั่นเอง



