ไลฟ์สไตล์

มหัศจรรย์ "การเล่านิทาน" อีกสิ่งเล็กๆ ที่สร้างอนาคตลูกได้

มหัศจรรย์ "การเล่านิทาน" อีกสิ่งเล็กๆ ที่สร้างอนาคตลูกได้

15 ก.พ. 2561

...

การส่งเสริมพัฒนาการเด็กให้ดีและสมวัยนั้น ไม่ใช่เกิดเฉพาะแต่ที่โรงเรียน หากการเลี้ยงดูในบ้านเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับพัฒนาการของเด็กไม่แพ้กัน

สำหรับเด็กในวัยแรกเกิดจนถึงอายุต่ำกว่า 5 ปี ถือว่าเป็นวัยที่ร่างกายและเซลส์สมองมีพัฒนาการมากที่สุดและเร็วที่สุด แต่ปัจจุบัน เมื่อสังคมกำลังก้าวสู่ยุคที่เทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตคนมากขึ้น ได้ส่งผลต่อต่อวัฒนธรรมการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

โดยจากข้อมูลผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย ปี 2558-2559 ขององค์การยูนิเซฟประเทศไทย สำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พบว่าร้อยละ 50 ของเด็กวัย 5 ปี กลับใช้ชีวิตคลุกคลีกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็ปเล็ต เครื่องเล่นเกม ข้างกายมากกว่าหนังสือดีๆ ที่มีประโยชน์!

แต่คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายรู้หรือไม่ว่าการเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่อายุยังน้อยอาจส่งผลให้เกิดภาวะสมาธิสั้นได้

ขณะที่ “การอ่าน” นอกจากจะเป็นประตูสู่การเรียนรู้ที่ไม่รู้จบแล้ว “หนังสือ” ยังเป็นต้นทุนของการหาความสุขและส่งเสริมจินตนาการให้กับเด็ก

ดังนั้น การส่งเสริมให้ลูกเป็น “นักอ่าน” จึงเท่ากับเป็นการสร้างคุณสมบัติที่ดีต่อพัฒนาการและการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นรากฐานที่มั่นคงนำไปสู่การเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพในระยะยาว

ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่บางคนอาจกังวลว่า ถ้าอยากให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีจะต้องทุ่มเทลงทุนด้วยเงินหรือเวลาจำนวนมาก ในความจริงแล้ว เพียงแค่ “สิ่งเล็กๆ น้อยๆ” ธรรมดาในชีวิตประจำวันรอบตัวเรา รวมถึงการอ่านนิทาน ก็สามารถเป็นเครื่องมือที่จะสร้างลูกให้เป็นคนมีคุณภาพได้ง่ายๆ และไม่แพงอย่างที่คิด

 

เพื่อเปลี่ยนทัศนคติใหม่ของพ่อแม่หรือผู้ปกครองว่า การส่งเสริมพัฒนาการของลูก สามารถเริ่มจากความรักความเอาใจใส่ ซึ่งเป็น“ต้นทุน” ที่ทุกบ้านหรือทุกครอบครัวมีไม่แพ้กัน รวมถึงการมีกิจกรรมสร้างสรรค์กับลูกๆ เป็นประจำสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกับลูก การชวนลูกคุยเพราะยิ่งชวนลูกคุย การชวนให้ลงมือทำงานบ้านร่วมกัน การพาลูกออกไปเที่ยวเพื่อเรียนรู้สิ่งแวดล้อมนอกบ้าน หรือแม้แต่การอ่านกับลูก ก็ล้วนเป็นช่วงเวลาคุณภาพและความสุขทั้งยังมีส่วนช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อย

“โครงการสิ่งเล็กๆที่สร้างลูก” จึงเป็นอีกโครงการที่เกิดจากความร่วมมือของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และภาคีเครือข่าย ที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้แก่เด็กจากเรื่องใกล้ตัวที่ทำได้ง่าย

โดยได้ร่วมกันสร้างสรรค์สื่อและเครื่องมือต่างๆ เพื่อเป็นตัวช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถนำองค์ความรู้ด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่ถูกต้อง ขอเพียงคุณพ่อคุณแม่เติมความรัก ความเข้าใจ ความเอาใจใส่และดูแลอย่างใกล้ชิดในทุกวัน 

ซึ่งหลังโครงการเปิดตัวพร้อมแนะนำ คู่มือสิ่งเล็กๆที่สร้างลูก 5 เครื่องมือที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องมี ที่กำลังได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มเป้าหมาย ล่าสุดทางโครงการได้เปิดตัวสื่อคลิปโฆษณาชุดใหม่ต่อเนื่อง โดยครั้งนี้ได้หยิบยกอีกหนึ่งกิจกรรม “สร้างลูก” ที่สำคัญ ได้แก่ “การเล่านิทาน” อีกหนึ่งในสื่อที่สร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวที่สามารถส่งเสริมพัฒนาการได้จริง

เรื่องราว “การชงนิทาน” ในภาพยนตร์โฆษณาสะท้อนเปรียบเทียบให้เห็นว่า “นิทาน” ว่าเป็นสารบำรุง “สมอง” ที่มีค่าที่สุดสำหรับวัยเด็กที่ “จำเป็น” และควร “ได้รับทุกวัน”

ซึ่งในความจริงแล้ว ที่บ้านทุกคนต่างมีเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการของลูกที่ดีที่สุด นั่นคือ “การอ่านหนังสือกับลูก” เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสิ่งเล็กๆที่สร้างลูกง่ายๆ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการลูกได้

เพราะการเล่นนิทานอุดมไปด้ววยความอบอุ่น สมาธิ และสร้างสรรค์

เพียงคุณพ่อคุณแม่ใช้เวลาเล่าหรืออ่านนิทานให้ลูกฟังเป็นประจำสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละแค่10-15 นาที ทุกคืนก่อนนอน หรือในตอนเช้า ตอนเย็นบนรถตอนรถติด หรือแม้แต่เวลาออกไปเที่ยวนอกบ้าน ซึ่งคุณพ่อแม่ควรมีหนังสือนิทานติดกระเป๋าไว้เสมอ มีโอกาสตอนไหน ก็สามารถหยิบมาอ่านให้ลูกฟังได้ทุกเวลา

ซึ่งการอ่านคือมหัศจรรย์ที่ช่วยให้สมองและพัฒนาการของเด็กในหลายด้านถูกกระตุ้นอย่างที่ผู้ใหญ่คาดไม่ถึง 

ประโยชน์โดยตรงของการอ่านหนังสือให้ลูกฟังนั้น จะช่วยให้ลูกเรียนรู้จากการฟังและดู เพราะตาของเด็กจะมองภาพสวยๆ ไปพร้อมกับเรื่องราวที่พ่อแม่เล่าด้วยน้ำเสียงสูงต่ำชวนให้ติดตาม ที่นอกจากยิ่งเพิ่มอรรถรสความสนุกของเนื้อเรื่องจนเขาประทับใจแล้ว เด็กจะได้เรียนรู้ว่าภาพที่เห็น ว่าคืออะไร รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร หรือสีสันเป็นอย่างไร

ที่สำคัญลูกยังเกิดจินตนาการคิดตามเนื้อเรื่องที่ได้ฟัง ซึ่งการจินตนาการเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะต่อยอดไปสู่การคิดหาข้อเท็จจริงอย่างเป็นเหตุเป็นผลในขั้นต่อไปของเขา 

ขณะเดียวกันสมองลูกจะถูกกระตุ้นให้คิดและเรียนรู้ เมื่อเขาเริ่มเกิดความสนใจ เขาจะยิ่งคิดบ่อย สมองก็ยิ่งพัฒนามากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นการอ่านให้ลูกฟังยังช่วยให้เกิดพัฒนาการเรียนรู้ด้านภาษาที่หลากหลาย นำไปสู่การเรียนรู้ภาษาจากประสาทสัมผัสหูและเก็บคำที่ได้ยิน ที่เมื่อถึงวัยเข้าโรงเรียนเขาจะมีแนวโน้มด้านผลสัมฤทธิ์การเรียนดีกว่าเด็กที่ไม่มีใครอ่านหนังสือให้ฟังอย่างเห็นได้ชัด

ท้ายที่สุด ในเวลาที่พ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง สามารถเป็นตัวเชื่อมโยงหนังสือกับความสุขของลูก เพราะคือช่วงเวลาที่ลูกมีความสุขที่สุด สำหรับเด็กแล้ว การได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ จะทำให้เกิดความผูกพันแน่นแฟ้นในใจเขาไปจนโต ซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยไม่ให้เขาทำอะไรนอกลู่นอกทางในอนาคต

โดยนอกจากการอ่านนิทาน ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กทุกคนชื่นชอบแล้ว พ่อแม่เองก็สามารถอ่านหนังสือหรือสื่ออื่นๆ อาทิ ทำหนังสือทำมือด้วยตัวเอง อ่านป้ายโฆษณา เมนูอาหาร ข้อความบนกล่องนม ยาสีฟัน ให้ลูกฟังได้ด้วยเช่นกัน

สนใจเรื่องราวการอ่านนิทานให้ลูกฟัง หรือต้องการข้อมูลการเสริมพัฒนาการเด็กในโครงการสิ่งเล็กๆ ที่สร้างลูก พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถดาวน์โหลดฟรีทาง iOS และ Play store (Android) หรือ ผ่าน www.khunlook.com และเฟซบุ๊คเพจ สิ่งเล็กๆที่สร้างลูก