
มอเตอร์เวิลด์-ดิฟล็อก
ในรายการวิทยุ Auto Service FM 90.5 บ่ายโมงถึงบ่ายสอง ตั้งแต่วันจันทร์-วันศุกร์ ไม่กี่วันที่ผ่านมามีคำถามสั้นๆ ที่น่าสนใจ เป็นคำถามที่ไม่ค่อยจะมีผู้ซื้อรถกันบ่อยนักในเรื่องของความปลอดภัย เห็นว่าน่าจะเอามาขยายความกันต่อในหน้านี้
คำถามนั้นมีอยู่ว่า ดิฟเฟอเรนเชี่ยลล็อก หรือดิฟล็อก Differential Lock นั้นช่วยให้การขับรถปลอดภัยขึ้นตามคำโฆษณาหรือไม่โดยเฉพาะในความเร็วสูงๆ (ตั้งแต่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป)
ก่อนที่จะไปถึงคำตอบมาดูที่มาที่ไปกันก่อนว่าอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนตัวนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร รถยนต์ในยุคก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นรถ ขับเคลื่อนล้อหลัง เมื่อรถต้องการเคลื่อนตัว กำลังงานจากเครื่องยนต์จะถูกส่งผ่านมายังห้องเกียร์ (Transmission) ผ่านไปเพลากลาง (Propeller shaft)เข้าสู่เฟืองท้าย (Differential) เปลี่ยนทีทิศทางการหมุนของแรงขับเคลื่อนไปสู่เพลาขับ (Rear axles)แล้วสู่ล้อและยางเพื่อให้รถเคลื่อนที่ รถยนต์คันหนึ่งมีล้อทั้งสี่เป็นตัวขับเคลื่อน ความปลอดภัยของรถหรือสมรรถนะในการขับขี่จะเกิดขึ้นได้อย่างแรกล้อทั้งสี่จะต้องหมุนด้วยความเร็วที่เท่ากันไม่ว่าสถานการณ์ในการขับจะเป็นอย่างไร แต่ในความเป็นจริงแล้วการที่ล้อทั้งสี่จะหมุนด้วยความเร็วที่เท่ากันตลอดเวลานั้นเป็นไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะบนถนนลื่นเปียกแฉะ ล้อขับทั้งสองเมื่อได้รับแรงจากเครื่องยนต์จะตะกุยพื้นให้รถเคลื่อนตัวด้วยแรงบิดและการหมุนที่เท่ากันแต่เมื่อมีล้อใดล้อหนึ่งหรือทั้งสองล้อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นถนนเปียกลื่นจากหิมะฝนดินโคลนหรือหลุมบ่อ ล้อขับเคลื่อนล้อนั้นก็จะหมุนฟรีจากสภาพถนนในขณะนั้นโดยปล่อยให้ล้ออีกข้างหนึ่งตะกุยพื้นอยู่ข้างเดียวตามธรรมชาติการทำงานของเฟืองท้าย เมื่อล้อหนึ่งวิ่งอีกล้อหนึ่งลื่นตัวรถที่กำลังจะเคลื่อนที่ก็จะเสียการทรงตัว ผู้ผลิตจึงประดิษฐ์ตัวช่วยขึ้นมาเพื่อบังคับให้เฟืองท้ายเฉลี่ยแรงขับไปเท่าๆ กันยังล้อทั้งสองข้าง แล้วเรียกอุปกรณ์ชุดนั้นกันว่า Differential lock หรือ Limited slip หรือ ASR Anti Slip Regulation และชื่อเรียกอื่นแล้วแต่ผู้ผลิตจะตั้งชื่อแข่งขันกัน ดิฟล็อก มีประโยชน์อย่างมากกับการทรงตัวของรถเมื่อรถเริ่มออกจากจุดอยู่นิ่งบนสภาพถนนที่เปียกลื่น จนเมื่อความเร็วของรถมีมากกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดิฟล็อก หรือชุดล็อกเฟืองท้ายก็จะยกเลิกโดยอัตโนมัติ และจะกลับมาทำงานอีกครั้งเมื่อล้อขับล้อใดล้อหนึ่งหมุนเร็วมากกว่าอีกล้อหนึ่งเมื่อความเร็วเริ่มจากศูนย์
ดิฟล็อกใช้กันมานานเริ่มต้นจากรถเครื่องแรง รถหรูหรา และในรถขับเคลื่อนสี่ล้อ และในปัจจุบันมีในรถกระบะเกือบแทบทุกรุ่น ดิฟล็อกแม้จะมีประโยชน์และผู้ใช้รถควรจะเลือกรถที่ติดตั้งดิฟล็อกมาจากโรงงานแต่ก็มีข้อจำกัดที่ว่าดิฟล็อกมีประโยชน์ในความเร็วต่ำ (เมื่อต้องการออกรถจากจุดหยุดนิ่ง) เท่านั้น ในความเร็วสูงดิฟล็อกจะไม่ทำงาน ดิฟล็อกมีประโยชน์ช่วยทำให้ล้อขับซ้ายขวาหมุนด้วยความเร็วเท่ากัน (ล้อตามจะหมุนตามยถากรรม) เป็นการทำงานด้วยระบบกลไกที่มีข้อจำกัด แต่ถือว่ามีประโยชน์ที่คุ้มค่าที่จะมีไว้ใช้โดยเฉพาะในรถกระบะ ดิฟล็อกที่ติดตั้งมาในชุดเฟืองท้ายผู้ใช้จะต้องศึกษาจากผู้ผลิตว่า เป็นดิฟล็อกแบบใด ใช้น้ำมันหล่อลื่นเกรดใด เพราะถ้าใช้น้ำมันเฟืองท้ายผิดเกรดดิฟล็อกจะเสียหายได้อย่างคาดไม่ถึง
เป็นที่น่ายินดีว่าด้วยประโยชน์ของเอบีเอส (บังคับให้ล้อหยุดหมุนด้วยความเร็วที่เท่ากันทุกล้อ) และการพัฒนาทางด้านอิเล็กโทรนิกส่งเสริมให้มีการพัฒนาอุปกรณ์ที่บังคับให้ล้อหมุนด้วยความเร็วเท่ากันทั้งสี่ล้อแม้จะอยู่ในความเร็วสูงเพื่อรักษาเสถียรภาพในการทรงตัวของรถในทุกสถานการณ์ทำให้เกิดระบบ ESP ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถหลายๆ รุ่นหลายๆ แบบ แม้ว่าจะยังไม่มีติดตั้งในรถกระบะในปัจจุบัน แต่เชื่อว่าในอีกไม่นานคุณประโยชน์ของ ESP ที่ช่วยให้ผู้ใช้รถปลอดภัยขึ้นจะได้รับการติดตั้งในรถกระบะเช่นเดียวกับถุงลมนิรภัย
ครับก็อยากจะบอกเอาไว้ว่าในภาวะของโลกร้อนในปัจจุบันถ้าต้องการมีรถกระบะไว้ใช้ขอให้เลือกคันที่มีดิฟล็อกมากกว่าเลือกจอกว้างๆ ของดีวีดีจะคุ้มค่ากว่าครับ



