
อีโคคาร์ ในความเคลื่อนไหว
ยังไม่มีใครได้ขับ อีโค คาร์ เพราะว่า เพิ่งจะเห็นในภาพสเก็ตช์ จากนิสสัน หนึ่งใน ผู้ที่ได้รับการส่งเสริมให้ผลิตรถ อีโคคาร์
แต่อีโคร์ คาจัดว่า มีความสำคัญ การที่นิสสัน เปิดเผยภาพสเก็ตช์ออกมาก่อนใครได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้ผลิตรายอื่นๆ และเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทยหากว่า อีโค คาร์ เดินสายการผลิตได้ตามแผนทุกผู้ประกอบการ
บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เพิ่งประกาศ แผนธุรกิจใหม่ของนิสสันในประเทศไทยไป โดยเฉพาะการเปิดตัวรถยนต์ในโครงการรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐาน (อีโคคาร์) ไม่เพียงจะผลักดันให้ธุรกิจของนิสสันเติบโตแล้ว ยังช่วยส่งเสริมสนับสนุนเศรษฐกิจไทยด้วย ซึ่งเห็นได้จากการเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2 แสรคัน จากปัจจุบัน 63,000 คัน และมีการขยายการส่งออกชิ้นส่วนจาก 13 ประเทศ เป็น 18 ประเทศ ในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ 2552 เพื่อให้สอดคล้องต่อการเริ่มต้นแผนธุรกิจ 4 ปี ภายใต้ชื่อ “แผนการปรับปรุงปฏิรูป 2555” ของนิสสันในประเทศไทย
คุณ วัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ บอกด้วยว่า ในช่วงปี 2553 จะเริ่มมีการฝึกอบรมพนักงานในอุตสาหกรรมยานยนต์มากขึ้น โดยมีเป้าหมายฝึกอบรมบุคลากรจำนวน 1 แสนคน เพื่อรองรับการเปิดสายการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ที่จะเริ่มมีการผลิตในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งหลายบริษัทได้เริ่มเปิดศูนย์พัฒนาบุคลากรขึ้นภายในบริษัทแล้ว โดยให้ผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นเข้ามาฝึกอบรมพนักงานเพิ่มเติมประสบการณ์เพื่อเป็นการพัฒนาบุคลากรของบริษัท ภายใต้โครงการการฝึกอบรมบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ จากเดิมที่ผ่านการฝึกอบรมไปแล้วจำนวน 800 คน ทั่วทุกภูมิภาค โดยมีพนักงานที่ จ.ระยอง ได้รับการอบรมมากสุดเพราะในพื้นที่มีอุตสาหกรรมจำนวนมาก
"สถานการณ์ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2553 คาดจะเริ่มกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ขณะนี้ทางภาครัฐฯ ได้ผลักดันเต็มที่ให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐาน หรือ “อีโคคาร์” และหลายค่ายรถยนต์พร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นการผลิตในช่วงปลายปี 2552 นี้ ดังนั้น เรื่องบุคลากรจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากบุคลากรไม่เพียงพอ อาจส่งผลต่อภาคการผลิตอีโคคาร์ ได้” นายวัลลภกล่าว
"ชุมพล กิตติชัยสมบัติ" จาก บริษัท เคทีบี ลีสซิ่ง บอกเช่นกันว่า หากในต้นปี 2553 รถยนต์ประเภทอีโคคาร์หรือรถประหยัดพลังงานเริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น คาดว่าจะทำให้ตลาดเช่าซื้อรถป้ายแดงดีขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากผู้บริโภคมีแนวโน้มเปลี่ยนไปใช้รถประหยัดพลังงานขนาดเล็กที่มีราคาถูก จึงทำให้ผู้บริโภคที่มีรายได้ไม่มากนักมีโอกาสซื้อรถป้ายแดงมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ
บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) บริษัทเอกชนรายแรก ในธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของประเทศไทย ที่พยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “คลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์” หรือ “ดีทรอยท์ แห่งตะวันออก”
สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการและผู้ก่อตั้ง บอกว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมแล้วที่จะเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่ช่วยในประหยัดพลังงานอย่าง โครงการ อีโคคาร์ เพราะนอกจากจะลดการทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังส่งเสริมด้านแรงงานในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์และผลิตชิ้นส่วน ทั้งนี้ รถยนต์ในโครงการ อีโคคาร์ จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และประชาชนทั่วไป เพราะไม่เพียงราคาที่ถูกกว่ารถยนต์ทั่วไปแล้ว อีโคคาร์ ยังให้ความประหยัดเชื้อเพลิงในการเดินทางถึง 20 กิโลเมตรต่อการใช้เชื้อเพลิง 1 ลิตร ซึ่งถือว่า อีโคคาร์ มีความเหมาะสมกับผู้ประกอบการในเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน
ตามแผนแล้วใน 2 ปีจากนี้เราจะเห็นรถอีโคคาร์ ในฐานะรถรุ่นใหม่ของโลกที่มีฐานการผลิตใหญ่สุดในไทย ข้อดีของอีโคคาร์ ที่สำคัญ นอกจากที่กล่าวกันมาแล้ว คือ เรื่องของการมีรถให้เลือกมาขึ้นตลาดจะเกิดสมดุล ผู้บริโภคได้เปรียบแน่นอน



