
ลุยหิมะฮอกไกโดเยือน "เคนบูจิ พรูฟวิงกราวด์"
ลุยหิมะฮอกไกโดเยือน "เคนบูจิ พรูฟวิงกราวด์" : โดย.... สินธุ์ชัย ภมรพล
มาสด้าจัดกิจกรรม “Mazda Forum 2018” สำหรับสื่อจากหลายประเทศในเอเชียที่ฮอกไกโด ญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งหลายคนคงจะรู้ดีว่าช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ฮอกไกโดหนาวเข้ากระดูกเลยทีเดียว อากาศติดลบซะเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลางคืนนี้ติดลบด้วยเลข 2 หลัก แต่มาสด้ามีเหตุผลที่จัดงานในช่วงเวลาดังกล่าว
ฮอกไกโดเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น เป็นรองก็แค่เกาะฮอนชูเท่านั้น เป็นเกาะที่คนไทยจำนวนมากคุ้นเคยทั้งที่เคยไป และไม่เคยไป ไม่ว่าจะเป็นชื่่อเสียงในเรื่องแหล่งท่องเที่ยว อาหาร โดยเฉพาะปูชิ้นโตๆ หรือว่าหิมะกองโต ที่พร้อมจะปกคลุมหลังคาบ้านเรือน ชนิดที่คนเมืองร้อนได้เห็นแล้วคงสงสัยว่าอยู่กันได้อย่างไร แต่ก็เป็นสวรรค์ของผู้ที่ชื่นชอบความเย็น หรือการเล่นกีฬาอย่างสกี และสโนว์บอร์ด
ฮอกไกโดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยนิยมเดินทางไปเยือนมากเช่นกัน และหลายคนก็ไม่พลาดที่จะต้องไปเยี่ยมชม ไปชิมที่โรงงานช็อกโกแลต หรือโรงงานผลิตเบียร์ชื่อดัง ไปชมปลาแซลมอนที่กำลังว่ายทวนน้ำขึ้นมาวางไข่ในห้องใต้น้ำ หรือไปดูนาฬิกาไอน้ำโบราณที่จะพ่นไอน้ำออกมาเมื่อถึงช่วงเปลี่ยนชั่วโมง ซึ่งเป็นหนึ่งในสองเรือนของโลกที่ยังหลงเหลืออยู่ที่โอทารุ
แต่ฮอกไกโดก็ยังมีสนามทดสอบรถยนต์อยู่ด้วยซึ่งนี่คือเหตุผลที่มาสด้ามาจัดงานที่นี่ ผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายมีสนามทดสอบที่ฮอกไกโด ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยไปที่สนามของอีซูซุมา 2 ครั้ง เพื่อทดสอบปิกอัพดีแม็คซ์ และมิว-เอ็กซ์ ช่วงก่อนเปิดตัวเมื่อหลายปีก่อน แต่ครั้งนั้นเป็นการทดสอบในสนามทดสอบที่สร้างขึ้้น เช่น สนามรูปไข่ที่สามารถทำความเร็วสูงได้แบบคงที่และสนามออฟโรดที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ท่ามกลางเกล็ดหิมะที่โปรยปรายพอให้ได้บรรยากาศ ไม่ถึงกับถล่มหนักเป็นกอง
แต่การมาฮอกไกโดของผมครั้งนี้แตกต่างไปจากครั้งก่อนหน้า แม้จะเป็นการมาสนามทดสอบรถยนต์เช่นกัน แต่ครั้งนี้กับสนาม เคนบูจิ (Kenbuchi Proving Ground) ของมาสด้านั้นแตกต่างไปจากสนามที่เคยสัมผัส ไม่ได้เป็นสนามที่สร้างขึ้นมา แต่ว่าใช้พื้นที่เส้นทางที่มีอยู่แล้วเป็นสนามทดสอบ พูดง่ายๆ ก็คือใช้ถนนหนทางที่โดยปกติชาวบ้านใช้กันนั่นและเป็นสนามทดสอบ แต่ไม่เดือดร้อนชาวบ้าน เพราะสนามแห่งนี้จะเปิดใช้งานแค่ 30-50 วันในแต่ละปีเท่านั้น นั่นคือช่วงฤดูหนาวและช่วงหนาวจัดๆ ที่หิมะตกหนัก และถนนจะถูกปิดการใช้งานสำหรับชาวบ้านทั่วไปเพื่อความปลอดภัย
การเข้าไปใช้งาน มาสด้าจะเช่าพื้นที่รวมประมาณ 4.7 ตารางไมล์ ซึ่งก็ทำให้วิน-วินทั้ง 2 ฝ่าย เพราะเมืองมีรายได้ มีการพัฒนาพื้นที่ ส่วนมาสด้าก็มีสนามแบบธรรมชาติไว้ใช้งานยามหนาว ฮอกไกโดที่เราเห็นว่ามีชื่อเสียงโด่งดังมีพื้นที่ใหญ่โต แหล่งท่องเที่ยวมากมาย แต่จริงๆ แล้วมีประชากรประมาณ 5 ล้านคนเท่านั้น ส่วนย่านเคนบูจิที่มาสด้าไปเช่าทำสนามฤดูหนาวมีแค่ 5,000 คน ยิ่งทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ ไม่แน่ว่าย่านนี้ระหว่างชาวบ้านกับสัตว์ป่าอะไรจะมากกว่ากัน เพราะพื้นที่ย่านนี้ตามข้อมูลมีทั้งกวาง หมี สุนัขจิ้งจอก และอื่นๆ ซึ่งวันที่เรามีกิจกรรมทดสอบเจ้าจิ้งจอกขนแดง ก็ลากหางที่ยาวเป็นพวงลงมาเยี่ยมเยือน
พื้นที่ส่วนใหญ่บริเวณนี้เป็นภูเขา เพราะฉะนั้นถนนหนทางซึ่งปกติชาวบ้านใช้กันก็จะเป็นทางที่ลัดเลาะไปทางไหล่เขา มีทั้งขึ้นเนินลงเนินและโค้งที่สลับซับซ้อนไปและเป็นเส้นทางเล็กๆ เพราะรองรับประชากรแค่ 5,000 คน ทั้งเมืองเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อมันถูกหิมะปกคลุมก็ทำให้เกิดความท้าทายยิ่งขึ้น เพราะโค้งไม่ได้หายไปไหน เส้นทางขึ้นๆ ลงๆ เนิน ไม่หายไปไหน สิ่งที่หายไปคือขนาดของถนน เพราะกำแพงหิมะกระชับพื้นที่เข้ามา ส่วนสิ่งที่่เพิ่มเข้ามาคือหิมะที่ปกคลุม และจับตัวเป็นน้ำแข็ง ชนิดที่คนเดินยังลื่นได้ง่ายๆ ไม่ได้เป็นแค่ปุยนุ่มๆ เท่านั้น
และปีนี้มีความพิเศษตรงที่อากาศหนาวเป็นพิเศษประมาณ-15 ถึง-5 องศาเซลเซียส และอย่างที่หลายคนทราบข่าวว่า พายุหิมะถล่มฮอกไกโด ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ผมจะเดินทางไม่กี่วัน ทำให้หิมะหนาเป็นพิเศษ ทีมงานมาสด้าบอกว่ากำแพงสีขาวที่เห็นปกติจะสูงประมาณ 1 เมตร แต่ปีนี้สูงกว่า 2 เมตรแต่ก็ไม่เป็นปัญหาอย่างไรแก่ทั้งทีมงานมาสด้า และแขกรับเชิญอย่างพวกเราครับ
การเดินทางไปครั้งนี้ได้ขับรถหลายรุ่นในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจ และผมจะทยอยนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไป และบางคนอาจจะมีคำถามว่าไทยเป็นเมืองร้อน จำเป็นต้องไปขับขี่ที่นี่ด้วยหรือ ผมก็ขอยกเอาคำพูดของผู้บริหารมาสด้าญี่ปุ่นที่บอกว่า
“เรารู้ไทยเป็นเมืองร้อน แต่ถ้าเราทำรถที่คุณสามารถขับขี่ได้บนทางหิมะที่ลื่นๆ เช่นนี้ได้ ก็ยิ่งแสดงว่ามันจะปลอดภัยมากในถนนที่ไม่ลื่นเช่นนี้”
มาสด้าใช้สนามแห่งนี้ทดสอบหลายอย่างไม่เฉพาะแค่การขับขี่ควบคุมเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับเชิงเทคนิคอื่นๆ เช่น คุณภาพวัสดุพร้อมรองรับการใช้งานพื้นที่ที่อากาศหนาวหรือไม่ จะคงทนหรือเสียหายอย่างไร เพราะรถต้องทำตลาดในพื้นที่ที่มีภูมิอากาศหลากหลาย รวมถึงระบบของเหลวต่างๆ และการทำงานของระบบต่างๆ เช่น การสตาร์ท ระบบไฟ เป็นต้น
เคนบูจิ พรูฟวิง กราวด์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2533 จัดทำเป็นสถานีหลักๆ 12 สถานี ทำการทดสอบ เช่น การทดสอบประสิทธิภาพการเบรก การปรับแต่งระบบเบรก การพัฒนา ระบบเอบีเอส การทดสอบระบบ แทร็คชันคอนโทรล (TRC) ระบบไดนามิค สเตบิลิตี้คอนโทรล (DSC) การประเมินสถานการณ์การละลายของหิมะ ซึ่งจะมีผลต่อการขับขี่ควบคุมรถ
นอกจากนี้ยังทดสอบระบบไอ-แอ็คทีฟ ออลวีลไดรฟ์, จีวีซี ระบบปรับอากาศ การทดสอบยางที่ถือว่ามีส่วนสำคัญต่อการขับขี่ที่ปลอดภัยในสภาพอากาศเช่นนี้ การทดสอบยังรวมไปถึงโอกาสที่ความหนาวเย็นจะทำให้เกิดความเสียหายกับที่ปัดน้ำฝนประตู หรือว่ากระจกมองข้าง และดูสิว่าระบบเสริมต่างๆ เช่น เซ็นเซอร์ เรดาร์ เลเซอร์ หรือว่ากล้องต่างๆ ยังใช้งานได้เป็นปกติหรือไม่
และแน่นอนที่นี่ยังใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมสำหรับนักขับผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งแม้จะเชี่ยวชาญอย่างไรก็จะต้องผ่านการฝึกอบรมก่อนที่จะลงไปทำงานจริง
ทีมงานที่ประจำอยู่ที่นี่ไม่มากนักประมาณ 20 คน และไม่ได้ม่ีแค่นักขับทดสอบเท่านั้นแต่ทีมงานเบื้องหลังอย่างผู้ดูแลถนนที่ต้องขับรถตักรถเกรดคันใหญ่เพื่อปรับให้หิมะอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งรถเหล่านี้ทีมงานที่ดูแลพวกเราก็ไม่ละเลยที่จะพาไปดูรถ ไปถ่ายรูป
ในมุมมองของผม รู้สึกดีในรายละเอียด เพราะเป็นการบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญแก่ทุกส่วนงาน ทุกระดับชั้น เพราะทั้งหมดคือทีมเดียวกันครับ



