
อ่าวไทยทำพลังงานลมดีที่สุด
ในภาวะที่พลังงานทดแทน กำลังอยู่ในกระแส นักวิจัย กฟผ. ร่วมกับ นักวิจัย JGSEE ศึกษาหาพื้นที่ที่มีศักยภาพติดตั้งกังหันลม ด้วยวิธีการคำนวณความเร็วลมโดยหลักการด้านฟิสิกส์บรรยากาศที่ละเอียดที่สุดเท่าที่เคยทำในประเทศไทย พื้นที่ที่ความเร็วลมเฉลี่ยสูงสุดของประเทศ
ดร.รัดเกล้า พันธุ์อร่าม นักวิจัยจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้ทำการศึกษาศักยภาพพลังงานลมในประเทศไทยด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์ด้านอุตุนิยมวิทยา 3 มิติ ระบุว่า จากนโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงาน ประเทศไทยได้มีความพยายามใช้พลังงานทดแทนหลากหลายแบบ ซึ่งพลังงานลมก็เป็นพลังงานทดแทนอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความสนใจ
หากแต่การติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้านั้นต้องเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพ คือ มีความเร็วลมแรงและมีความสม่ำเสมอของลมมากเพียงพอ แต่หากการหาศักยภาพพลังงานลมของพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทยด้วยการสุ่มตั้งเสาตรวจวัดลมโดยไม่ทราบข้อมูลว่า พื้นที่ใดมีศักยภาพพลังงานลมดี ต้องใช้งบประมาณสูงมาก จึงทำให้เกิดโครงการศึกษาศักยภาพพลังงานของประเทศไทยด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ด้านอุตุนิยมวิทยา 3 มิติ โดยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
การประเมินว่าพื้นที่ใดมีศักยภาพต่อการผลิตพลังงานลมที่ผ่านมาของประเทศไทย ได้เคยมีการศึกษาด้วยวิธีการประมาณค่าช่วงจากข้อมูลความเร็วลมของสถานีตรวจวัดต่างๆ ซึ่งเป็นวิธีการประเมินที่ค่อนข้างหยาบ แต่ ศึกษาศักยภาพพลังงานลมของประเทศด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ด้านอุตุนิยมวิทยา 3 มิติ ด้วยแบบจำลองที่มีชื่อว่า RAMS (Regional Atmospheric Modeling System) ซึ่งเป็นกระบวนการคำนวณด้วยหลักการทางฟิสิกส์บรรยากาศที่มีความแม่นยำสูง
การศึกษาได้ใช้ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาที่เรียกว่า Reanalysis Data ของ National Center for Environmental Prediction (NCEP) เป็นข้อมูลตั้งต้นสำหรับการคำนวณความเร็วลมรายชั่วโมงทั่วประเทศ โดยได้ศึกษาข้อมูลลมของปี 2548-2550 ซึ่งถือได้ว่าเป็นปีปกติ หรือปีที่สภาพอุตุนิยมวิทยาของไทยไม่ได้รับอิทธิพลสูงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ่ และลานีญ่า ผลจากการคำนวณทำให้ได้ข้อมูลความเร็วลมรายชั่วโมงที่มีความละเอียดขนาด 10 x10 ตารางกิโลเมตร หรือระบุพื้นที่ได้ถึงระดับอำเภอ ซึ่งเป็นการคำนวณที่ละเอียดที่สุดเท่าที่เคยทำในประเทศไทย
ด้านผลการประเมินศักยภาพพลังงานลมของประเทศ รศ.ดร.ปรุงจันทร์ วงศ์วิเศษ ผู้ร่วมวิจัยจากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า จากการคำนวณด้วยแบบจำลองดังกล่าว พบว่าศักยภาพด้านพลังงานลมในประเทศไทยขึ้นอยู่กับฤดูมรสุมและระดับความสูงจากพื้นดิน
โดยช่วงเวลาที่มีความเร็วลมเฉลี่ยสูงสุดในรอบปี แบ่งออกเป็นสองช่วง คือ ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม เป็นช่วงที่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พบพื้นที่ที่มีศักยภาพพลังงานลมสูงสุดของประเทศ ความเร็วลมเฉลี่ยสูงสุดประมาณ 6-7 เมตรต่อวินาทีที่ระดับความสูง 50 เมตรเหนือพื้นดิน บริเวณพื้นที่ภาคใต้ด้านอ่าวไทย (ตั้งแต่ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ไปจนถึงสงขลา) ภาคกลาง (บริเวณรอยต่อ จ.ลพบุรี สระบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน (จ.นครราชสีมา ชัยภูมิ)
ใน ระหว่างเดือนธันวาคมถึงมกราคม ได้รับอิทธิพลสูงจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พบพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสุดในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงภาคใต้บริเวณ จ.นครศรีธรรมราช และพื้นที่ชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ไปจนถึง จ.ปัตตานี โดยมีความเร็วลมเฉลี่ยสูงสุดประมาณ 6-7 เมตรต่อวินาทีที่ระดับความสูง 50 เมตร ทั้งนี้ความเร็วลมจะเพิ่มขึ้นตามความสูงจากระดับพื้นดิน
จากข้อมูลด้านศักยภาพพลังงานลมนี้ทำให้ทราบพื้นที่ที่พอจะมีศักยภาพของประเทศไทย ที่จะทำการศึกษาโดยละเอียดเพื่อติดตั้งกังหันลมสำหรับผลิตไฟฟ้าต่อไป ซึ่งการติดตั้งกังหันลมนอกจากที่ต้องคำนึงถึงลักษณะของลมในพื้นที่แล้ว ยังควรต้องคำนึงถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสม และความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์มาประกอบกัน เพราะปัจจัยเหล่านี้จะเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของราคากระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากกระแสลม ซึ่งจะส่งผลต่อราคาค่ากระแสไฟฟ้าของประเทศต่อไปในอนาคต
ทั้งนี้ เนื่องจากความเร็วลมในประเทศไทยไม่ค่อยสูงมากนักเมื่อเทียบกับประเทศแถบซีกโลก เหนือหรือซีกโลกใต้ ดังนั้น กังหันลมที่ใช้ติดตั้งในไทยจึงควรเป็นกังหันลมที่ออกแบบพิเศษให้เหมาะกับความเร็วลมต่ำของประเทศไทย ซึ่งจะทำให้มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น



