ไลฟ์สไตล์

แจงขึ้นทะเบียนเกษตรกร-ปลูกพืชเศรษฐกิจ3ชนิด

แจงขึ้นทะเบียนเกษตรกร-ปลูกพืชเศรษฐกิจ3ชนิด

09 ต.ค. 2552

เกษตรฯ แจงผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิด เดินหน้าเร่งทำประชาคมและออกใบรับรอง ให้เกษตรกรใช้ทำสัญญาเข้าร่วมโครงการประกันรายได้ เพื่อคุณภาพชีวิต ที่ดีมีหลักประกันจากรัฐ

 (9 ต.ค.)นายวัชระ  กรรณิการ์  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง)  เปิดเผยถึงการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการขึ้นทะเบียนการปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิด ในการแถลงข่าวคณะอนุกรรมการโฆษกกระทรวงและส่วนราชการด้านเศรษฐกิจ  ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล  ว่า โครงการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการขึ้นทะเบียนการปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิด คือ ข้าวโพด มันสำปะหลัง และข้าว ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วในขั้นตอนของการสำรวจ ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำประชาคม บันทึกข้อมูลและจัดเก็บให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ 

 โดยเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนและได้รับการรับรองการขึ้นทะเบียนการปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิดข้างต้น สามารถนำหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก (ทพศ. 1-3) ไปทำสัญญากับ ธกส. ในโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดปริมาณและราคาตามรายพืชโดยหัวมันสำปะหลังสด  ณ เชื้อแป้ง 25% ราคากิโลกรัมละ 1.70 บาท รับประกันครัวเรือนละไม่เกิน 100 ตัน  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ความชื้นไม่เกิน  14.5 % ราคากิโลกรัมละ 7.10 บาท รับประกันครัวเรือนละไม่เกิน 20 ตัน  ส่วนข้าวนาปี ณ ความชื้นไม่เกิน 15 % แยกได้เป็น

 ข้าวเปลือกหอมมะลิ และข้าว กข.15 ปริมาณไม่เกิน 14 ตัน/ครัวเรือน  ราคาประกันรายได้ 15,300 บาท/ตัน  ข้าวเปลือกหอมจังหวัด  ปริมาณไม่เกิน 16 ตัน/ครัวเรือน  ราคาประกันรายได้  14,300 บาท/ตัน  ข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกปทุมธานี  ปริมาณไม่เกิน 25 ตัน/ครัวเรือน  ราคาประกันรายได้ 10,000 บาท/ ตัน  และข้าวเปลือกเหนียว  ปริมาณไม่เกิน 16 ตัน/ครัวเรือน  ราคาประกันรายได้ 9,500 บาท/ตัน  ซึ่งการดำเนินงานในโครงการนี้จะช่วยให้เกษตรกรมีความมั่นใจในการประกอบอาชีพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนอีกด้วย

 นายโอฬาร  พิทักษ์  รองโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า  ผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2552 สามารถรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรทั่วประเทศได้จำนวนทั้งสิ้น 5,872,549 ครัวเรือน   คิดเป็น 101.56%  ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าจำนวนครัวเรือนเกษตรกรจากฐานข้อมูลเดิมของกระทรวงเกษตรฯ ที่ตั้งเป้าหมายไว้ 5,782,108 ครัวเรือน  

 ส่วนการขึ้นทะเบียนการปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิด  ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2552 แบ่งออกเป็น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้จำนวนทั้งสิ้น 390,076 ครัวเรือน คิดเป็น 103.49% ซึ่งเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกับจำนวนครัวเรือนเกษตรกรตามฐานข้อมูลเดิมของกระทรวงเกษตรฯ พื้นที่ 8,569,655 ไร่ ผลผลิต 6,659,407 ตัน   โดยผลของเกษตรกรที่ผ่านประชาคมแล้ว จำนวน 340,954 ครัวเรือน  คิดเป็น 87.21% ของผู้ขึ้นทะเบียน  และมันสำปะหลัง รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้จำนวนทั้งสิ้น 423,844 ครัวเรือน คิดเป็น 108.64% ซึ่งเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกับจำนวนครัวเรือนเกษตรกรตามฐานข้อมูลเดิมของกระทรวงเกษตรฯ พื้นที่ 8,018,667 ไร่ ผลผลิต 16,617,069 ตัน  โดยผลของเกษตรกรที่ผ่านประชาคมแล้ว จำนวน 366,495 ครัวเรือน  คิดเป็น 86.46% ของผู้ขึ้นทะเบียน 

 ส่วนข้าว ซึ่งเป็นพืชที่มีการเพาะปลูกมากถึง 3.7 ล้านครัวเรือน ทั่วประเทศ   อีกทั้งการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวในแต่ละภาคจะไม่พร้อมกัน เช่น ภาคเหนือ ภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเก็บเกี่ยวประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน  ภาคใต้จะปลูกประมาณเดือนตุลาคมและเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณเดือนกุมภาพันธ์   ส่งผลให้การขึ้นทะเบียนการปลูกข้าว จะดำเนินการเมื่อมีการปลูกในพื้นที่จริงของเกษตรกรเท่านั้น    

 ขณะนี้สามารถขึ้นทะเบียนได้ จำนวน 2,773,678 ครัวเรือน คิดเป็น 74.66% พื้นที่ 49,655,200 ไร่ ผลผลิต 25,624,110 ตัน  โดยผลของเกษตรกรที่ผ่านประชาคมแล้ว จำนวน 902,038 ครัวเรือน   คิดเป็น 32.52% ของ         ผู้ขึ้นทะเบียน   ดังนั้น   คณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบให้ขยายเวลาการขึ้นทะเบียนการปลูกข้าว   ถึงเดือนตุลาคม 2552  ในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ส่วนภาคใต้ ซึ่งเริ่มเพาะปลูกช้ากว่าภูมิภาคอื่น ขยายเวลา   ขึ้นทะเบียนการปลูกข้าวถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2553