
แจงขึ้นทะเบียนเกษตรกร-ปลูกพืชเศรษฐกิจ3ชนิด
เกษตรฯ แจงผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิด เดินหน้าเร่งทำประชาคมและออกใบรับรอง ให้เกษตรกรใช้ทำสัญญาเข้าร่วมโครงการประกันรายได้ เพื่อคุณภาพชีวิต ที่ดีมีหลักประกันจากรัฐ
(9 ต.ค.)นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) เปิดเผยถึงการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการขึ้นทะเบียนการปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิด ในการแถลงข่าวคณะอนุกรรมการโฆษกกระทรวงและส่วนราชการด้านเศรษฐกิจ ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ว่า โครงการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการขึ้นทะเบียนการปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิด คือ ข้าวโพด มันสำปะหลัง และข้าว ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วในขั้นตอนของการสำรวจ ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำประชาคม บันทึกข้อมูลและจัดเก็บให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์
โดยเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนและได้รับการรับรองการขึ้นทะเบียนการปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิดข้างต้น สามารถนำหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก (ทพศ. 1-3) ไปทำสัญญากับ ธกส. ในโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดปริมาณและราคาตามรายพืชโดยหัวมันสำปะหลังสด ณ เชื้อแป้ง 25% ราคากิโลกรัมละ 1.70 บาท รับประกันครัวเรือนละไม่เกิน 100 ตัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ความชื้นไม่เกิน 14.5 % ราคากิโลกรัมละ 7.10 บาท รับประกันครัวเรือนละไม่เกิน 20 ตัน ส่วนข้าวนาปี ณ ความชื้นไม่เกิน 15 % แยกได้เป็น
ข้าวเปลือกหอมมะลิ และข้าว กข.15 ปริมาณไม่เกิน 14 ตัน/ครัวเรือน ราคาประกันรายได้ 15,300 บาท/ตัน ข้าวเปลือกหอมจังหวัด ปริมาณไม่เกิน 16 ตัน/ครัวเรือน ราคาประกันรายได้ 14,300 บาท/ตัน ข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกปทุมธานี ปริมาณไม่เกิน 25 ตัน/ครัวเรือน ราคาประกันรายได้ 10,000 บาท/ ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ปริมาณไม่เกิน 16 ตัน/ครัวเรือน ราคาประกันรายได้ 9,500 บาท/ตัน ซึ่งการดำเนินงานในโครงการนี้จะช่วยให้เกษตรกรมีความมั่นใจในการประกอบอาชีพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนอีกด้วย
นายโอฬาร พิทักษ์ รองโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2552 สามารถรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรทั่วประเทศได้จำนวนทั้งสิ้น 5,872,549 ครัวเรือน คิดเป็น 101.56% ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าจำนวนครัวเรือนเกษตรกรจากฐานข้อมูลเดิมของกระทรวงเกษตรฯ ที่ตั้งเป้าหมายไว้ 5,782,108 ครัวเรือน
ส่วนการขึ้นทะเบียนการปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิด ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2552 แบ่งออกเป็น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้จำนวนทั้งสิ้น 390,076 ครัวเรือน คิดเป็น 103.49% ซึ่งเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกับจำนวนครัวเรือนเกษตรกรตามฐานข้อมูลเดิมของกระทรวงเกษตรฯ พื้นที่ 8,569,655 ไร่ ผลผลิต 6,659,407 ตัน โดยผลของเกษตรกรที่ผ่านประชาคมแล้ว จำนวน 340,954 ครัวเรือน คิดเป็น 87.21% ของผู้ขึ้นทะเบียน และมันสำปะหลัง รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้จำนวนทั้งสิ้น 423,844 ครัวเรือน คิดเป็น 108.64% ซึ่งเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกับจำนวนครัวเรือนเกษตรกรตามฐานข้อมูลเดิมของกระทรวงเกษตรฯ พื้นที่ 8,018,667 ไร่ ผลผลิต 16,617,069 ตัน โดยผลของเกษตรกรที่ผ่านประชาคมแล้ว จำนวน 366,495 ครัวเรือน คิดเป็น 86.46% ของผู้ขึ้นทะเบียน
ส่วนข้าว ซึ่งเป็นพืชที่มีการเพาะปลูกมากถึง 3.7 ล้านครัวเรือน ทั่วประเทศ อีกทั้งการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวในแต่ละภาคจะไม่พร้อมกัน เช่น ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเก็บเกี่ยวประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน ภาคใต้จะปลูกประมาณเดือนตุลาคมและเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้การขึ้นทะเบียนการปลูกข้าว จะดำเนินการเมื่อมีการปลูกในพื้นที่จริงของเกษตรกรเท่านั้น
ขณะนี้สามารถขึ้นทะเบียนได้ จำนวน 2,773,678 ครัวเรือน คิดเป็น 74.66% พื้นที่ 49,655,200 ไร่ ผลผลิต 25,624,110 ตัน โดยผลของเกษตรกรที่ผ่านประชาคมแล้ว จำนวน 902,038 ครัวเรือน คิดเป็น 32.52% ของ ผู้ขึ้นทะเบียน ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบให้ขยายเวลาการขึ้นทะเบียนการปลูกข้าว ถึงเดือนตุลาคม 2552 ในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคใต้ ซึ่งเริ่มเพาะปลูกช้ากว่าภูมิภาคอื่น ขยายเวลา ขึ้นทะเบียนการปลูกข้าวถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2553



