ไลฟ์สไตล์

เพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย ปี 61

เพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย ปี 61

29 มี.ค. 2561

...

เพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย ปี 61 สานต่อวิสาหกิจชุมชนไทยสู่ผู้ประกอบการมืออาชีพ

หนึ่งในกุญแจ เกิดจากการบูรณาการความ “ร่วมมือ” ระหว่างภาครัฐ เอกชน และฝ่ายวิชาการ ถือเป็นอีกหัวใจที่ขับเคลื่อนโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทยให้ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

สุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เอ่ยว่าหลังจากการดำเนินโครงการต่อเนื่อง 5 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จสำคัญของโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทยนั้นสามารถพัฒนาศักยภาพแรงงานให้มีความรู้ ความสามารถหลากหลายและมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเฉพาะด้านตามแนวทางของ STEM Workforce จำนวน 73,576 คน และส่งผลต่อการเพิ่มผลิตภาพแรงงานและลดการสูญเสียในวงจรเป็นเงินมูลค่า 5,004 ล้านบาท สามารถสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนให้สถานประกอบกิจการไทยทั่วประเทศจำนวน 919 แห่งสำหรับในปี 2561 นี้ ภายใต้งบประมาณที่ได้รับ 47.9 ล้านบาท โครงการฯ มีเป้าหมายให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่สถานประกอบกิจการ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและโอท็อป จำนวน 185 แห่งและส่งเสริมพัฒนาศักยภาพแรงงานจำนวน 65,000 คน

“สิ่งที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้ความสำคัญคือเพิ่มผลิตภาพแรงานที่เกิดจากกระบวนการในแต่ละสถานประกอบการผ่านกระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และวินิจฉัยข้อมูล เพื่อค้นหาสาเหตุและปัญหา ก่อนจะนำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงแก้ไขต่อไป”

                อีกการดำเนินงานที่ขยายผลความสำเร็จที่มากขึ้นของปีนี้ ได้แก่การมีทีมงาน “นักพัฒน์พันธุ์ใหม่” กว่า 280 คน ที่ผ่านการอบรมและพัฒนาศักยภาพให้มีความแข็งแกร่งด้านวิชาการ เข้าไปเป็นที่ปรึกษาเชิงลึกแก่สถานประกอบกิจการในกลุ่มโอท็อปและวิสาหกิจชุมชน

                สำหรับ “จังหวัดระนอง”อีกหนึ่งในพื้นที่นำร่องในปีนี้ก็ได้มีโอกาสดำเนินโครงการดังกล่าว โดยนอกเหนือจากปีนี้มีสถานประกอบกิจการระดับพนักงานไม่เกิน 51-200 คน ที่เข้าร่วมได้แก่ โรงแรมระนองการ์เดนแล้ว ระนองเองยังมี “นักพัฒน์พันธุ์ใหม่” ลงพื้นที่เป็นที่ปรึกษาดำเนินงานกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและโอท็อปที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ

            ยอดเมือง ศิริประธาน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน จ. ระนอง กล่าวว่า ระนองเป็นพื้นที่ที่อยู่ติดทะเลจึงมีอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมบริการที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมผลิตแปรรูปอาหารทะเล ซึ่งแนวทางการดำเนินงานสำคัญ คือพยายามชี้แจงให้สถานประกอบกิจการมีความเข้าใจและตระหนักถึงการลดการสูญเสียและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน และหันมาพัฒนาศักยภาพแรงงาน ซึ่งจะไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน และช่วยให้สถานประกอบกิจการมีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีขึ้นในระยะยาว”

                อรพิน ปูชนียกุลและอมรวรรณ คันทะทีมนักวิชาการพัฒนาฝีมือแรงงาน ชำนาญการ หรือที่ทุกคนรู้จักในนาม “นักพัฒน์พันธุ์ใหม่”เล่าถึงการเข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์กล้วยหอมแปรรูปกำแพงเพชร อ.กระบุรีว่า กลุ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2553 ที่ผ่านมากลุ่มดำเนินงานด้วยตัวเอง แต่ความที่ไม่มีพื้นฐานด้านการทำธุรกิจทำให้พบปัญหา โดยอรพินสะท้อนว่าเนื่องจากกลุ่มมีทุนคือกล้วยหอมเดิมกล้วยที่สุกงอมหรือผลไม่สวยงามมีตำหนิชาวบ้านจะทิ้งขว้างไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ จึงมีการแนะนำให้เพิ่มมูลค่าด้วยการนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปอาทิ กล้วยฉาบ กล้วยกวน เป็นต้น  แต่ในกระบวนการดำเนินการกลับยังพบปัญหาหลักคือเรื่องการใช้วัตถุดิบที่ไม่คุ้มค่า เกิดความสูญเสียจากกระบวนการผลิต และการบริหารจัดการ ที่ผ่านมาสินค้าของชาวบ้านจึงยังไม่ประสบความสำเร็จเต็มที่ ชาวบ้านมีรายได้จากสินค้าธุรกิจนี้เพียงเดือนละ 1,000-2,000 บาท แต่หลังจากทีมนักพัฒน์พันธุ์ใหม่เข้าไปช่วยเป็นที่ปรึกษาในเรื่องกระบวนการผลิต เรื่องการบริหารจัดการ ปรากฏว่าเป็นที่น่าภูมิใจ สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นสี่หมื่นบาทต่อเดือน

                “เริ่มตั้งแต่การคำนวณต้นทุน โดยเฉพาะกล้วย ชาวบ้านไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนตรงนี้เลย เพราะมองว่าเป็นของในท้องถิ่นตัวเอง ที่แต่ก่อนเขาจะใช้วิธีตัดกล้วยออกมาทั้งเครือหรือตัดต้นทิ้งเลย ทำให้สูญเสียเปล่าประโยชน์ เราก็ให้เขาปรับวิธีแนวคิดใหม่ว่าให้ลองปาดดูแค่เนื้อก่อนตัดไหม จะได้ไม่สูญเสีย เขาก็ประทับใจว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆเป็นสิ่งที่มองข้ามไป ไม่ได้คิดมาก่อน

                เช่นเดียวกับในขั้นตอนการผลิต ที่ผ่านมากลุ่มชาวบ้านไม่เคยมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน แต่จะใช้วิธีมารวมตัวกันทำพร้อมๆ กันทำให้สูญเสียเวลาในการผลิต  จึงเข้าไปแนะนำเขาเรื่องนี้ว่าควรจัดระบบใหม่นะ อีก5 วันต่อมา เรากลับไปก็พบว่าเขาเปลี่ยนกระบวนการใหม่ โดยมีการแบ่งทีมงานแต่ละกลุ่มชัดเจน ตั้งแต่การปลอกกล้วย การล้าง การหั่นสไลด์ ทอด ทีมละสองคน ทำให้กระบวนการผลิตมีความคล่องตัวและลื่นไหลมากขึ้นซึ่งพอชาวบ้านลองจับเวลาจึงรู้ว่าด้วยวิธีการดังกล่าวนี้แค่เพียงครึ่งวัน สามารถผลิตสินค้าได้ถึง70 กิโลกรัม จากเดิมที่ใช้เวลา1 วันผลิตได้เพียง 20 กิโลกรัม”

                นอกเหนือจากนี้ ยังมีการแนะนำในเรื่องการปรับปรุงแพกเกจจิ้ง การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งจากที่สินค้าเคยโดนตีกลับเพราะแพกเกจไม่ดึงดูดในกลายเป็นผลิตไม่ทัน และทีมนักพัฒน์พันธุ์ใหม่ยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องการจัดส่งสินค้า เนื่องจากลูกค้าที่สั่งซื้ออยู่ไกลหลายพื้นที่ แต่ขาดการวางแผนการจัดส่งทำให้ต้นทุนด้านนี้สูง

                “เนื่องจากเขากลัวส่งของไม่ทันความต้องการลูกค้า จึงขับรถไปส่งเอง ที่ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนค่าน้ำมันไม่น้อย เราก็แนะนำว่าควรทำเป็นระบบดีลกับลูกค้าดีไหม นัดแนะว่าจะมีการส่งสินค้าเป็นรอบ เดือนละ 2 รอบ  ที่สำคัญเขาไม่เคยชั่งน้ำหนัก ใส่ให้เต็มถุง เราบอกต้องปรับเปลี่ยนวิธีการนะ ให้เขาซื้อเครื่องชั่งมาใช้ ทั้งหมดนี้ สิ่งที่เราดีใจคือเราเข้าไปแนะนำเขาแค่สองครั้ง แต่สามารถช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงสี่หมื่นบาท จนชาวบ้านบอกกับเราว่า 5 วันนี้ชีวิตเปลี่ยนมาก เขาขอบคุณกรมพัฒน์ที่เข้ามาช่วยตั้งแต่ต้นน้ำ” อรพินกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

                เธอเปิดใจถึงการรับบทบาทหน้าที่เป็นนักพัฒน์พันธุ์ใหม่อย่างเต็มตัวครั้งแรก โดยยอมรับว่าเมื่อก่อนกังวลว่าตัวเองจะทำไม่ได้ เพราะมองว่าที่ปรึกษาต้องใช้ความรู้หลายศาสตร์ประสบการณ์หลายแขนง แต่การดำเนินงานครั้งนี้ได้สร้างความมั่นใจให้ตนเองมากขึ้น

                “แต่ในการที่จะเข้าไปแล้วประสบความสำเร็จ อันดับแรกคือกลุ่มต้องให้ความร่วมมือ ซึ่งครั้งนี้เราใช้แนวทางแบบบูรณาการโชคดีที่มีผู้หลักผู้ใหญ่ในพื้นที่ให้ความร่วมมือกับการแก้ปัญหาด้วย  และที่สำคัญคือชุมชนต้องสะท้อนปัญหาที่แท้จริงให้เรา”

                อรพินยังกล่าวว่าปัจจุบันเวลาเข้าไปแต่ละครั้งจะมีสมาชิกหน้าใหม่มา ขอให้ไปช่วยเป็นที่ปรึกษาตลอด ซึ่งเป้าหมายของทีมงานเองก็ตั้งใจที่จะเข้าไปช่วยอย่างเต็มความสามารถ หลังจากที่มีประสบการณ์มากขึ้นแล้วในปีนี้