
เสริมตลาดดรีมคาร์ เบนซ์ส่ง “ซีแอลเอส” ใหม่ปั้นยอด
เสริมตลาดดรีมคาร์ เบนซ์ส่ง “ซีแอลเอส” ใหม่ปั้นยอด
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้นำตลาดรถพรีเมียมในไทยสร้างความเคลื่อนไหวต่อเนื่องอีกครั้ง หลังจากเมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งเปิดตัว เอเอ็มจี 43 คูเป้ รุ่นประกอบในประเทศ หรือ ซีเคดี โดยในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่จะเริ่มต้นขึ้นวันที่ 27 มี.ค.ในรอบสื่อมวลชน จะเปิดตัวซีแอลเอส ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 3 เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตลาด “ดรีมคาร์” ในรุ่น “ซีแอลเอส 300ดี เอเอ็มจี พรีเมียม”
เมอร์เซเดส-เบนซ์ แบ่งตลาดออกเป็น 3 กลุ่ม ให้ง่ายต่อการทำตลาด คือ ดรีมคาร์ เป็นรถในกลุ่มพิเศษ มีตลาดเฉพาะกลุ่ม (niche market) เช่นรถโรดสเตอร์ เปิดประทุน และคูเป้ ควบคู่ไปกับกลุ่ม นิวเจเนอเรชั่น คอมแพคท์ คาร์ ที่มีรถอย่างตระกูล เอ แพลตฟอร์ม กับซี-คลาส และกลุ่ม คอนเทมโพลารี ลักซ์ชัวรี คาร์ซึ่งมีรถในกลุ่มเช่น อี-คลาส เอส-คลาส จีแอล-อี เป็นต้น
ไมเคิล เกรเว ประธานบริหารบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในช่วงที่ผานมารถยนต์ในกลุ่มดรีม คาร์ เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการนำเสนอรถรุ่นใหม่ให้กลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบความหรูหราสไตล์สปอร์ตอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าซีแอลเอส 300 เอเอ็มจี พรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและการออกแบบด้วยแนวคิดใหม่ที่เปลี่ยนไปจากรุ่นเดิมจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้รถกลุ่มนี้ยิ่งขึ้น
ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาดกล่าวว่า ปีที่ผ่านมาบริษัทเปิดตัวรถยนต์ในกลุ่มดรีมคาร์ 2 รุ่น คืออี300 คูเป้ เอเอ็มจี ไดนามิค และอี300 คาบริโอเลต์ เอเอ็มจี ไดนามิค ส่งผลให้ยอดขายรถกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นกว่า 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
และสำหรับซีแอลเอส300 เอเอ็มจี พรีเมียม ที่เป็นดรีมคาร์ รุ่นแรกในปีนี้ เป็นรถรุุ่นใหม่ล่าสุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เพิ่งเปิดตัวในเวทีโลกเช่นกันและเป็น รุ่นที่ 3 ของรถยนต์ตระกูลนี้ที่ปรับรูปลักษณ์ให้เรียบง่ายขึ้น
รวมถึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานภายในให้สะดวกสบายขึ้น ทำให้เป็น รถแบบ 5 ที่นั่งเป็นครั้งแรก โดยวัสดุหุ้มเบาะและฝีเข็มสำหรับทั้งเบาะที่นั่งคู่หน้าและเบาะที่นั่งตอนหลังที่อยู่ในตำแหน่งตรงกับเบาะที่นั่งตอนหน้าถูกจัดวางให้เหมือนกันทุกประการ เพื่อสร้างความรู้สึกให้คล้ายกับรถสปอร์ต 1 ที่นั่ง เบาะที่นั่งตอนหลังยังสามารถพับลงแบบ 40/20/40 ได้เพื่อขยายความจุของกระโปรงหลังที่มีความจุ 520 ลิตร
เบาะที่นั่งคู่หน้าสามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อม หน่วยบันทึกความจำ พวงมาลัยเพาเวอร์แบบมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ต 3 ก้านท้ายตัด ที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถด้วยระบบไฟฟ้าปุ่มควบคุมแบบทัชสกรีน, ระบบออดิโอ 20 จีพีเอส และหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบไวด์สกรีน คอคพิท ขนาด 12.3 นิ้วต่อกัน 2 จอ ระบบควบคุมและสั่งงานด้วยทัชแพด กาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต และสามารถเลือกสีไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารได้ 64 สี
ระบบต่างๆ ที่ให้มาเช่น ไดนามิค เซเลคท์ ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือกตามความเหมาะสมระบบกุญแจคีย์เลส-โก ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้าระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัยระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้าระบบนำทางระบบเสียงรอบทิศทางฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ แอปเปิล คาร์เพลย์ และแอนดรอยด์ ออโต้ และระบบบลูทูธ
เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9 จี-โทรนิคและระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย หลังคาซันรูฟควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า, ล้ออัลลอยสปอร์ตจากเอเอ็มจีแบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้วชุดไฟหน้าแบบมัลติบีม แอลอีดี และไฟท้ายแบบแอลอีดีพร้อมเทคโนโลยี
สำหรับในเวทีโลกนั้น ปี2560 ที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ส่งมอบรถยนต์ในกลุ่มดรีมคาร์ให้ลูกค้าทั่วโลกกว่า 1.7 แสนคัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 22.4% และหากนับรวมตั้งแต่การส่งมอบครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน รถยนต์ในกลุ่มนี้ถึงมือลูกค้าแล้วกว่า 3.5 ล้านคัน
ส่วนรถในตระกูลซีแอลเอส มียอดส่งมอบสะสมกว่า 3.75 แสนคัน นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรก ส่วนเจเนอเรชั่นที่ 3 ซึ่งจะเปิดตัวในไทยเริ่มต้นเปิดตัวในยุโรปเดือนนี้เช่นกัน รวมถึงเปิดตัวในจีนเกาหลีใต้และสหรัฐซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของซีแอลเอสในปี 2560
ซีแอลเอสรุ่นใหม่ผลิตที่เมืองซินเดลฟิงเงน เยอรมนี ตั้งแต่เดือน มกราคมปีนี้ โดยใช้สายการผลิตร่วมกันกับ อี-คลาส และอี-คลาส เอสเตท
เมอร์เซเดส-เบนซ์ บอกว่าแม้เจเนอเรชั่น 3 จะเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการออกแบบไปพอสมวร แต่ยังคงอารมณ์และกลิ่นอายความคลาสสิกของรุ่นแรกที่เป็นเสมือนภาพต้นแบบของรถยนต์คูเป้แบบ 4 ประตูของเมอร์เซเดส-เบนซ์



