ไลฟ์สไตล์

"หมอเอิ้น" คุณหมอนักแต่งเพลง แนะ 4 ภาษารัก สร้างคุณค่าคน-งาน

"หมอเอิ้น" คุณหมอนักแต่งเพลง แนะ 4 ภาษารัก สร้างคุณค่าคน-งาน

25 มี.ค. 2561

"หมอเอิ้น พิยะดา" จิตแพทย์ชำนาญการ ชู 4 ภาษารัก-รักตัวเอง-รักคนอื่น-รักการรับฟัง-รักสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ บันดาลความสุขคนทำงานด้านการแพทย์ ไม่ท้อ-ไม่เครียด

         25 มี.ค.61 - ที่ศูนย์ประชุม อิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี  "หมอเอิ้น" พญ. พิยะดา หาชัยภูมิ แพทย์ชำนาญการโรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ อ.เมือง จ.เลย และนักแต่งเพลง ได้ขึ้นบรรยายหัวข้อ "เพิ่มคุณค่าคน คุณค่างาน ผ่านภาษารัก" ซึ่งสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. จัดขึ้นในการประชุมวิชาการประจำปี ครั้งที่ 19 ภายใต้หัวข้อเรื่อง "คุณค่า คุณภาพ คุณธรรม" 

      โดย"หมอเอิ้น" ได้บอกถึง การสร้างแรงบันดาลใจและเพิ่มคุณค่าให้กับบุคลากรที่ทำงานทางด้านการแพทย์ว่า งานด้านการแพทย์เป็นงานที่ค่อนข้างหนัก และเหนื่อย ดังนั้นกำลังใจที่สำคัญที่สุดในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับบุคคลที่ทำงานด้านนี้เพื่อให้เขาอยู่ได้นั้น คือ การเห็นคุณค่าของงานที่ทำอยู่ ซึ่งมองว่ามีงานไม่กี่ประเภทที่สามารถทำประโยชน์ให้กับเพื่อนมนุษย์ได้เท่ากับงานที่เกี่ยวกับการแพทย์ งานด้านนี้เหมือนเป็นการทำงานไปด้วย ทำบุญไปด้วยตลอดเวลา แม้งานจะมีความเหนื่อยความท้อ ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้บั่นทอนกำลังใจในการทำงาน ดังนั้นหมอจึงคิดหาวิธีสร้างกำลังใจเพื่อให้บุคคลากรเหล่านี้ ทำงานด้านนี้ได้ โดยไม่เครียด ไม่ท้อ ซึ่งเทคนิคสำคัญในการสร้างกำลังใจในการทำงานนั้น คือ สุขภาพจิตของเราสำคัญที่สุด  สิ่งแรกเราต้องจัดการแก้ไขปัจจัยภายในของเราก่อน ก่อนที่จะมองปัญหาที่เกิดจากปัจจัยภายนอก เราไม่สามารถไปควบคุมความคิดคนอื่นได้ แต่เราสามารถควบคุมจิตใจตนเองได้ โดยสิ่งที่ตนเรียนรู้และได้พัฒนามานั้นมเป็นภาษารัก 4 อย่าง คือ 

"หมอเอิ้น" คุณหมอนักแต่งเพลง แนะ 4 ภาษารัก สร้างคุณค่าคน-งาน

1. "รักตัวเองให้ได้" คือการเห็นของคุณค่าของตัวเองนั้น จะทำให้สภาวะจิตมีการพักผ่อนที่สงบได้ทุกช่วงวัน เมื่อรักตัวเองเป็นเราจะรู้ว่าเรามีลมหายใจอยู่เพื่ออะไร นี่คือหัวใจสำคัญของการรักตัวเอง

2. "รักคนอื่นให้ได้" คือ การรู้จักเปิดใจว่าบนโลกนี้มีคนแบบเราแค่คนเดียว ดังนั้น เราจะเอาตัวเราเป็นพื้นฐานของคนอื่นไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดอุปสรรคในการสื่อสารกับบุคคลอื่น ก่อให้กำแพงขึ้นระหว่างบุคคล 2 คน ถ้าเราไม่พยายามเข้าใจว่าคนแตกต่างกัน เราจะเปิดรับคนอื่นได้ยาก 

3."รักที่จะรับฟังอย่างลึกซึ้ง" การฟังคือประตูที่สำคัญของการสื่อสาร การสื่อสารจะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากไม่มีการยอมรับกันเกิดขึ้นระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง สิ่งที่ทำให้คนที่สนทนากันอยู่ร่วมกันได้ดีคือ ฟังแล้วไม่ตัดสินว่าใครผิดใครถูก ต้องเคารพในความต่างและพร้อมที่จะเรียนรู้ในความต่างของกันและกัน ถ้าเราคิดเช่นนี้ได้จะทำให้เราไม่ไปอยู่กับเนื้อหาของเรื่องที่พูดแต่เราจะอยู่กับความรู้สึกของผู้พูด เราจะเข้าใจว่าสิ่งที่เขากำลังสื่อนั้นแท้จริงแล้วเขาต้องการให้ช่วยอะไร 

4."รักที่จะสื่อสารอย่างสร้างสรรค์" คือเราต้องคิดแล้วว่าเราจะสื่อสารอะไรให้มันเกิดสิ่งที่ดีอย่างเช่น เมื่อลูกน้องเราทำงานผิดพลาดเราควรเริ่มต้นด้วยการให้กำลังใจชื่นชมในจุดที่ดีของเขา สิ่งนี้จะหล่อหลอมตัวเขาเองว่าเขามีคุณค่าอะไรและจะนำไปสู่การพัฒนาในเมื่อลูกน้องเราทำงานผิดพลาดแล้ว เราควรเริ่มต้นด้วยการให้กำลังใจชื่นชมในจุดที่ดี อย่าไปโฟกัสจุดด้อยของเขา

"ภาษารักไม่ได้แสดงออกทางการสนทนาเท่านั้น การใส่ใจและให้เวลากับบุคคลรอบข้าง ก็คือภาษารักอย่างหนึ่ง สำหรับคนที่ท้อเมื่อต้องเจอกับคำพูดของคนที่ผ่านประสบการณ์มาก่อน ต้องเจอกับการสื่อสารด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรในขณะที่เราต้องการสื่อภาษารักกับเขานั้น หมออยากให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่เราทำมันมีประโยชน์และมันดี แม้คนอื่นจะเห็นว่ามันไม่ดีก็ตาม หมออยากให้เรามีความมั่นใจ เมื่อเราเจอปัญหาเช่นนี้ไม่อยากให้เราด่วนสรุปว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นเขาอาจมองไม่ดี เมื่อเจอปัญหาขอให้ทำตัวช้าลง อย่าพึ่งตัดสินว่าคนอื่นมีอคติกับเรา แล้วกลับมาย้อนคิดว่า ความไม่มั่นใจในการทำดีของเรานั้นเกิดจากอะไร" พญ.พิยะดา กล่าวสรุปในตอนท้าย