
ล่ารายชื่อค้านตั้งสถาบันคุรุศึกษาเสนอรมว.ศธ.
คุรุสภา ระดมพันธมิตร ประสานเสียงค้าตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ เตรียมล่ารายชื่อค้านเสนอ รมว.ศธ. ด้านประธานคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ตั้งกรรมการศึกษาผลดี-ผลเสียนัดสมาชิกถกกัน 17-18 ต.ค.นี้ ก่อนสรุปท่าทีในเรื่องนี้ พร้อมสอนมวย ไม่ติดใจจะมีส
(5ต.ค.)นายองค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา แถลงข่าวร่วมกับนายดิเรก พรสีมา ประธานคณะกรรมการคุรุสภา รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดี มรภ.แห่งประเทศไทย คัดค้านการจัดตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ ว่า จะมีการล่ารายชื่อเสนอ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เพื่อคัดค้านการก่อตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่ซ้ำซ้อนกับหลาย ๆ หน่วยงาน ทางการศึกษา ที่มีอำนาจหน้าที่และภารกิจในลักษณะนี้อยู่แล้ว เช่น คุรุสภา สถาบันพัฒนาครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา (สคบศ.) หรือ สถาบันผลิตครูที่มีมากกว่า 90 แห่งทั่วประเทศ
การก่อตั้งสถาบันคุรุศึกษาฯจึงถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม และยิ่งเป็นองค์กรมหาชน ภายใต้การกำกับดูแลของ รมว.ศธ. มีการตั้งงบประมาณรองรับ 2,000 ล้านบาท จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นสถาบันที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นเหยื่อของการปฏิรูปการศึกษารอบสอง และเป็นสถาบันที่รวมศูนย์ผูกขาดการศึกษาของชาติ จากกลุ่มที่ผูกขาดการปฏิรูปการศึกษาขาดข้อมูลที่ครอบคลุมและปราศจากการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาการศึกษาของชาติอย่างแท้จริง รัฐควรทุ่มเม็ดเงินและหันมาเอาจริงเอาจังกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนรวมถึงคุณภาพครูผู้สอนอย่างจริงจังมากกว่า
“ประเทศไทยมีสถาบันที่ผลิตครูจำนวนมาก การตั้งสถาบันที่ผลิตครูขึ้นอีกจึงเป็นการเพิ่มงบประมาณและความซ้ำซ้อนในการบริหารจัดการ ทั้งยังมีสถานะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมและกำกับสถาบันผลิตครูอื่นอีก และยังไม่อยู่ภายใต้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สร้างความยุ่งยากและซ้ำซ้อนภารกิจของสถาบันผู้ผลิตครู นอกจากนั้น สถาบันผลิตครูทั้งภาครัฐและเอกชนได้ทำหน้าที่ในการผลิตระดับบัณฑิตศึกษา ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สกอ.อยู่แล้ว แต่สถาบันคุรุศึกษาฯกลับมีอิสระมากกว่า ขึ้นตรงกับ รมว.ศธ. และสามารถดำเนินการในเรื่องใดๆ ได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก ศธ. “นายองค์กร กล่าว
นายองค์กร กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น การก่อตั้งสถาบันคุรุศึกษาฯยังขัดต่อเจตนารมณ์ตามมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่นอกจากจะให้มีองค์กรวิชาชีพครูให้มีอำนาจในการพัฒนาวิชาชีพครู ยังมีสถาบันผลิตวิชาชีพครู และสถาบันพัฒนาครู และหน่วยงานทางการศึกษาอื่น ทั้งยังขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ต้องการให้คุรุสภามีอำนาจหน้าที่และเป็นผู้กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ การพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา การรับรองปริญญา ประกาศนียบัตร หรือวุฒิบัตรของสถาบันต่าง ๆ
นายสมบัติ นพรัก คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในฐานะประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้สภาคณบดีคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ แห่งประเทศไทย ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาข้อดี ข้อเสีย เกี่ยวกับการจัดตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ ที่กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ผลักดันให้เกิดสถาบันดังกล่าวอยู่ สำหรับสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ นั้นยังไม่ปักธงว่าจะเห็นคัดค้านหรือสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันดังกล่าว แต่ได้ตกลงกันว่าจะประชุมสภาคณบดีครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ทั่วประเทศในวันที่ 17-18 พ.ย.นี้ เพื่อวิเคราะห์ผลการศึกษาข้อดีข้อเสียเรื่องดังกล่าวกันที่จ.เชียงใหม่ จากนั้นจึงจะสรุปแนวทางข้อคิดเห็นของสภาคณบดีครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ต่อเรื่องดังกล่าวออกมา
“สำหรับเราเรากังวลเพียงว่าการผลิตครูที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันนั้น เป็นไปในลักษณะที่ไม่มีหน่วยงานกลางรองรับเพื่อกำหนดทิศทางการผลิตครูให้สอดคล้องต่อความต้องการของสังคม และสร้างเสริมให้ระบบกรผลิตครูเข้มแข็ง มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ ในอดีตเราเคยมีกรมการฝึกหัดครูขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยตรงแต่ในที่สุดก็ยุบเลิกโครงสร้างนี้ไป นอกจากนี้วิทยาลัยครู สถาบันราชภัฏซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเพื่อผลิตครูเป็นการเฉพาะ ปัจจุบันก็แปรสภาพเป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบที่ไม่ทำหน้าที่ผลิตครูอย่างเดียว แต่หันมาเปิดสอนด้านอื่นๆที่หลากหลายละลายจุดแข็งที่มีมาแต่เดิม “ นายสมบัติ กล่าว
นายสมบัติ กล่าวต่อว่า “สภาพของการผลิตครูในปัจจุบันจึงมีแต่ความน่าเป็นห่วง เราสำรวจวิจัยว่าในอีก 15 ปี ข้างหน้า บุคลากรที่สอนอยู่ในคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ทั่วประเทศซึ่งถือว่าเป็นครูของครูจะเกษียณไปกว่า 40 % อีก 10 ปี ข้างหน้าสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จะเผชิญปัญหาขาดแคลนครูผู้สอน 25,000 คนต่อปี ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่คณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์กำลังขาดอาจารย์ที่จะทำหน้าที่ผลิตครูพอดี ตอนนี้สภาพระบบการผลิตครูไม่มีหน่วยงานสนับสนุนด้านนโยบาย ด้านกำลังทรัพยากรใดๆที่ชัดเจนเลย
ขณะที่ศาสตร์สาขาอื่นๆเจริญเติบโตแบบก้าวหน้าเรื่อยๆ แต่ทราบหรือไม่ว่าสถาบันผลิตครูทั่วประเทศกลับมีอาจารย์ระดับศาสตราจารย์แค่ 10 คน ในปัจจุบัน อาจารย์ไม่น้อยกว่า 50 % ในสถาบันผลิตครูทั้งหมด ไม่มีตำแหน่งทางวิชาการใดๆเลย อาจารย์ที่สอนอยู่ทุกวันนี้นับวันมีแต่จะเกษียณออกไป โดยรัฐไม่ได้สนใจจัดอัตราทดแทนให้เป็นพิเศษ หรือจัดสรรทุนพัฒนาคุณภาพวิชาชีพ นับตั้งแต่ยุบเลิกหน่วยงานหลักในการส่งเสริมการผลิตครูออกไปจากโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ
นายสมบัติ กล่าวว่า ตอนนี้คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ไม่ได้มองแค่ว่ารัฐจะต้องจัดตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติหรือไม่ แต่มองว่าทำอย่างไรรัฐถึงจะมีกลไกส่งเสริมให้เกิดระบบการผลิตครูที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ คุณภาพ มีทิศทางที่สอดคล้องกับการพัฒนาการศึกษา มีขบวนการเสริมสร้างคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นการผลิตแบบตามมีตามเกิดอย่างปัจจุบัน



