
วิกฤติปูแสม (2)
คราวที่แล้วได้เล่าให้เห็นความสำคัญของปูแสมและวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้น คือการขาดแคลนปูแสมจนถึงขั้นที่เราต้องนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน และหากปล่อยไว้เช่นนี้ สถานการณ์การขาดแคลนปูแสมจะยิ่งหนักขึ้นจนถึงขั้นที่เมืองไทยอาจไม่เหลือปูแสมให้ลูกหลานได้เห็นตัวเป็นๆ
นักวิชาการประมงอย่าง ดร.บรรจง เทียนส่งรัศมี จึงได้พยายามทำหลายวิธีการ เพื่อกู้วิกฤติดังกล่าว ตั้งแต่การเขียนหนังสือเกี่ยวกับปูแสม เพื่อชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทำความเข้าใจทุกด้านเกี่ยวกับปูแสม และที่สำคัญที่สุดคือการเสนอรูปแบบการผลิตปูแสมที่ยั่งยืนในระบบประมง ระบบป่าชายเลน และในบ่อกุ้งร้าง ซึ่งชุมชนสามารถทำได้จริงในพื้นที่ เป็นการทดลองแนวทางการจัดการทรัพยากรกับอาชีพและวิถีชุมชน ซึ่งเห็นผลอย่างแท้จริง โดยเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมระดับฐานรากอย่างได้ผลที่สุด
แนวคิดในการฟื้นฟูปูแสมให้ได้ผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืนนั้น อิงหลักการของระบบเศรษฐกิจกระแสหลัก แต่ว่าได้นำมาดัดแปลงใช้ให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจฐานราก โดยใช้แนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกมาเป็นแนวทาง เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพของปูแสม อย่างเช่นการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติโดยเน้นที่ป่าชายเลน การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนรวมทั้งสถาบันการศึกษาต่างๆ มาตรการและกฎระเบียบการใช้ประโยชน์จากป่า ที่กำหนดโดยชุมชน เป็นต้น
เรื่องป่าชายเลน ซึ่งเมื่อก่อนนี้ยังมีความสมบูรณ์อยู่มาก แต่ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 1.5 ล้านไร่ การที่จะฟื้นฟูปูแสมขึ้นมานั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือการฟื้นฟูป่าชายเลนก่อน ตอนนี้กระแสการปลูกป่าชายเลนก็กำลังมาแรง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือรัฐวิสาหกิจต่างก็รณรงค์ให้มีการปลูกป่าชายเลนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการปลูกป่าดังกล่าวมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน หรือปลูกโดยภาคเอกชน และการปลูกป่าตามโครงการปลูกป่าชายเลนเฉลิมพระเกียรติ ทำให้พื้นที่หลายแห่งเริ่มกลับมาสมบูรณ์ดังเดิม ทำให้ประชากรปูแสมมีโอกาสเพิ่มขึ้น
นอกจากการฟื้นฟูป่าชายเลนแล้ว สิ่งที่ต้องทำตามมาคือการสร้างกฎกติกาการใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนของคนในชุมชน เพื่อไม่ให้กลับเสื่อมโทรมลงไปอีก ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้ยกเลิกสัมปทานป่าเพื่อเผาถ่านของนายทุนต่างๆ และมีการจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลน มีการออกกฎระเบียบการดูแลรักษาป่าร่วมกัน สัตว์บางอย่างที่เคยหายไปในช่วงของการให้สัมปทานป่าเพื่อทำการเผาถ่าน ก็เริ่มกลับมาใหม่ และความสมบูรณ์ของป่าก็กลับคืนมา
แต่ที่สำคัญคือกติกาสังคม ที่ชุมชนร่วมกันสร้างขึ้น เช่น การทดลองหยุดจับปูในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงปูวางไข่ โดยมีการขอความร่วมมือและสร้างความเข้าใจให้คนในชุมชน และคนที่เกี่ยวข้องทั้งผู้รับซื้อปู คนจับปู และผู้บริโภค การขอความร่วมมือไม่จับปูตัวจิ๋ว หากจับติดขึ้นมาก็ให้ปล่อยกลับลงไป เป็นต้น ผลการดำเนินงานเช่นนี้ในหลายพื้นที่ทำให้ประชากรปูแสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเมื่อก่อนนี้จับปูได้คนละประมาณ 7-8 กิโลกรัม และใช้เวลาเกือบทั้งคืน แต่ปัจจุบันสามารถจับได้ประมาณ 15-20 กิโลกรัมต่อคน ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป คนในชุมชนก็สามารถกลับมามีรายได้เลี้ยงตนเองอย่างพอเพียงและต่อเนื่องได้อย่างยั่งยืน และน่าจะเป็นตัวอย่างอันดี สำหรับการฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยความร่วมมือของคนในชุมชนครับ
รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ



