ไลฟ์สไตล์

สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศและแนวทางผลักดันการส่งออกปี 2561

สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศและแนวทางผลักดันการส่งออกปี 2561

26 ม.ค. 2561

....

ข้อมูลประกอบการสัมมนาสื่อมวลชนสายเศรษฐกิจ เรื่อง“สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศและแนวทางผลักดันการส่งออกปี 2561” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ วันศุกร์ที่ 26 มกราคม 2561 เวลา 11.00 น. ณ ห้องประชุมพาณิชย์สัมพันธ์ ชั้น 11

ภาพรวมเศรษฐกิจ

  • แนวโน้มการส่งออกไทยปี 61 มีทิศทางขยายตัวดีต่อเนื่อง จากแรงขับเคลื่อนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก ตลอดจนตลาดหลักที่มีศักยภาพของไทยเริ่มฟื้นตัวและเติบโตได้ดี
  • โดยในปี 60 การส่งออกของไทยมีมูลค่า 236,694.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 9.9ทำให้ในปีนี้ ไทยส่งออกเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวในระดับดีของไทยตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้า
  • กรมจะประเมินสถานการณ์ส่งออกร่วมกับภาคเอกชนในวันนี้ และมีกำหนดจะหารือร่วมกับ ผอ. สคต. เพื่อประเมินสถานการณ์ปี 61 ให้ชัดเจนในช่วงงานBGJF วันที่ 19 ก.พ. 61
  • ตลาดหลักที่มีศักยภาพของไทย ได้แก่ อาเซียน (ร้อยละ 24.9) จีน (ร้อยละ 12.2) สหรัฐฯ (ร้อยละ11.2) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 9.4) และสหภาพยุโรป (ร้อยละ 9.1)  โดยสัดส่วนการส่งออกของ 5 ตลาดนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 66.8 ของการส่งออกทั้งหมด
  • ปัจจัยสนับสนุน

        1. เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวสนับสนุนการสงออก

        2. ราคาน้ำมันเริ่มอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ รวมถึงการฟื้นตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์

        3. การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในตลาดศักยภาพ เช่น เอเชียใต้ รัสเซียและ CIS และแอฟริกาใต้

        4. ภาคการทองเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง

        5. แนวโน้มการเข้ามาลงทุนของบริษัทต่างชาติในโครงการ EEC และธุรกิจE-Commerce

        6. การปรับตัวของผู้ประกอบการไทยในการผลิตสินค้าไทยไปสู่ Digitalization โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์

        7. การปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคบางส่วนของจีน ซึ่งจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย

        8. การฟื้นความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย กับ EU

  • ปัจจัยเสี่ยง

        1. อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนมากเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าสำคัญ

        2. ความเสี่ยงจากนโยบายการค้าและมาตรการทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่

           - ความไม่แน่นอนของนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผลกระทบจากกรณี BREXIT

           - การกำหนดมาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆ อาทิ การทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) มาตรฐานแรงงาน มาตรการจำกัดการปล่อยก๊าซ CO2 (CAFÉ) ของตะวันออกกลาง เวียดนามกำหนดมาตรการตรวจสอบรถยนต์ที่จะนำเข้าทุกคัน

           - แนวโน้มการกำหนดนโยบายส่งเสริมการผลิตในประเทศทดแทนการนำเข้า โดยเฉพาะ จีน (น้ำตาล) อินโดนีเซีย

        3. ปัญหาค่าระวางขนส่งทางเรือที่มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากเหลือสายเดินเรือหลักแค่ 4 สายเรือเป็นผู้กำหนด ในขณะเดียวกันอาจเป็นข้อได้เปรียบของไทยในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งที่ต้องขนส่งในระยะทางที่ไกลกว่า

        4. การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เม.ย. 61 เป็นต้นไป อาจทำให้มีผลต่อต้นทุนการผลิต

        5. การลดภาษีสินค้าภายใต้ FTA อาเซียน-จีน ที่บังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 61 จะทำให้สินค้าจีนไหลเข้าไทยและ CLMV ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทย

  • ปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ส่งผลให้ IMF ได้คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 61 ว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.9(ณ 22ม.ค. 61) เนื่องจากการเติบโตดีขึ้นหลายภูมิภาคโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ อาทิ อินเดีย ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา

สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศและแนวทางผลักดันการส่งออกปี 2561

  • ทั้งนี้ หน่วยงานอื่นๆ ได้ประเมินสถานการณ์ส่งออกปีหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง โดยสภาพัฒน์ฯ ประมาณการไว้ที่ร้อยละ +5.0กกร. ประมาณการที่ร้อยละ +6.5 ถึง 7.5สศค. ประมาณการที่ร้อยละ +5.7 ธปท. ประมาณการที่ร้อยละ +4.0 สรท. ประมาณการที่ร้อยละ +5.5

มาตรการผลักดันการส่งออกในปี 61

  • แผนงานเร่งด่วนตาม Agenda Base

    - E-commerceเร่งส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการสินค้าชุมชน จำนวน 10,000 ราย ที่มีศักยภาพในทุกภูมิภาคให้มีขีดความสามารถและโอกาสทางการตลาดออนไลน์ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ อาทิ Alibaba Group (Alibaba.com, Lazada, Tmall.com), Amazon.com, eBay, Google, GMarket Africa, JD.com, Souq.com, ตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Marketplace) และกลุ่มผู้ให้บริการเพื่อพัฒนาธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce Enabler) ทั้งในและต่างประเทศ แบ่งเป็น 3 กิจกรรม ดังนี้

  1. “ส่งเสริมการตลาดและสร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือให้กับตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย”ผ่านประชาสัมพันธ์และการตลาดเชิงรุกเว็บไซต์ Thaitrade.com ทั้งในและต่างประเทศ
  2. “ต่อยอดเศรษฐกิจรากหญ้าสู่การค้าออนไลน์” ผ่านกิจกรรมติวเตอร์การค้าออนไลน์เคลื่อนที่ (e-Commerce Expert Mobile Unit) เพื่อให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่เศรษฐกิจรากหญ้าในทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และสร้างคุณค่าการรับรู้ด้านภาพลักษณ์ และส่งเสริมกิจกรรมการตลาด (Branding Promotion)

(3) “พัฒนาและส่งเสริมพาณิชย์ดิจิทัลเพื่อ SMEs สู่สากล” ผ่านกิจกรรม Cross Border e-Commerce Solutions & Business Matching

    - NEA เน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรากหญ้า โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นจากเดิม 30,000 ราย เป็น 100,000 ราย และการใช้ระบบ E-learning ในหลักสูตร E-commerce รวมทั้งการใช้สถาบันการศึกษาในพื้นที่ให้เป็นประโยชน์

- Creative Thailand จัดกิจกรรมเสริมสร้างองค์ความรู้ตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยจัดสัมมนา พัฒนาทักษะ และให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดสากลและการสร้างมูลค่าเพิ่มในส่วนภูมิภาค เพื่อสร้างและพัฒนาคน (Creative People)การพัฒนาสินค้า/ บริการ(Creative Product)นำไปสู่การพัฒนาแหล่งพื้นที่เพื่อเป็นช่องทางการค้า (Creative Place) แบ่งเป็น 5 โครงการหลัก ได้แก่

(1) โครงการสร้างการรับรู้ถึงแนวนโยบายการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน(2) โครงการพัฒนา สร้างองค์ความรู้ ตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจ

(3) โครงการพัฒนา ส่งเสริม ขยายช่องทางการตลาด สู่การสร้างรายได้อย่างยั่งยืนใน 10 จังหวัดยากจน

(4) โครงการประกวดสุดยอดตลาดชุมชนต้นแบบเพื่อธุรกิจและท่องเที่ยวท้องถิ่น

(5) โครงการพัฒนาต้นแบบร้านอาหารริมทาง หรือ Street Food

- Strategic Partnershipเน้นประเทศที่ผู้บริหารระดับสูงเคยไปเยือน เพื่อต่อยอดขยายผล อาทิ

สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศและแนวทางผลักดันการส่งออกปี 2561
 

  • ดำเนินการตามแผนส่งเสริมการส่งออกไทยในปี 61 ทั้งหมด 329 กิจกรรม ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่

       1. ขยายตลาด

           - Offline/Online strategy ในการส่งเสริมสินค้าไทย โดยเฉพาะที่ได้ T/Mark, DEMark, PM Award ยกระดับภาพลักษณ์ในตลาดสำคัญ

           - Strategic Partnership เน้นประเทศที่ผู้บริหารระดับสูงเคยไปเยือน ญี่ปุ่น กัมพูชา ลาว ฮ่องกง เวียดนาม ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร รัสเซีย อินเดีย อิหร่าน สหรัฐฯ อียิปต์ จีน

           - เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche market)    

           - City Focus (เมืองหลัก/เมืองรอง)

       2. ธุรกิจบริการ

           - Wellness & Medical Services ผลักดันให้ไทยเป็น Medical Hub

           - Creative Economy Industry (Digital Content) ผลักดันให้เป็นศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์ในอาเซียน

           - Institutional Services & Related

- Logistics & Trade Supporting Services

       3. รายคลัสเตอร์

           - Jewelry Hub ยกระดับ BANGKOK Gems & Jewelry Fair (BGJF) เป็น 1 ใน 3 ของโลก ผลักดันให้ไทยเป็น The World's Gem & Jewelry Destination

           - Lifestyle งาน STYLE ยกระดับงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งรวบรวมสินค้าครบทั้งวงจรในงานเดียว

           - Food ยกระดับ THAIFEX เป็นงานแสดงสินค้าอาหารอันดับหนึ่งในเอเชีย “Kitchen of the World” เร่งประชาสัมพันธ์ Thai Select

       4. พัฒนาผู้ประกอบการ

         -เน้นพัฒนาผู้ประกอบการระดับชุมชน พร้อมส่งเสริมให้ทำการค้าในรูปแบบ E-Commerce ให้มากขึ้น

         - ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร และสถาบันการศึกษาต่างๆ เพิ่มจำนวนผู้เข้ารับฝึกอบรมให้ถึง 100,000 ราย

           - ปัจจุบัน NEA มี 62 หัวข้ออบรมแบ่งเป็น E-Learning (เรียนออนไลน์ 15 หลักสูตร) E-Commerce (IT for SMEs) 33 หลักสูตร

       5. ประกอบธุรกิจในต่างประเทศ

           -Networking พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนในประเทศเป้าหมาย CLMVT Executive Program on New Economy (CLMVT-EXP)

           - Coaching พี่จูงน้อง Regional Advisors เจาะตลาดที่เชี่ยวชาญ อาทิ Thai Union ตลาดสหรัฐฯ Toyota Tsusho ตลาดแอฟริกา ไท่ เล่อ โก้ว (CP/ Loxley) ตลาดจีน Central ตลาดสหภาพยุโรป

           -Marketing Intelligence พัฒนาฐานข้อมูลตลาดเชิงลึก รวมถึงเครื่องมือ/ช่องทางการให้บริการของกรม อาทิ 1169, DITP Connect, DITP Live Chat

สินค้าหรือบริการที่จะเป็นเทรนด์ในปี 61

  • สินค้าสำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche market)ซึ่งตลาดมีความต้องการสูงขึ้น ขณะที่การแข่งขันยังมีคู่แข่งน้อยเมื่อเทียบกับตลาด Mass

- กลุ่มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มตลาดใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในแต่ละประเทศมีความต้องการซื้อสินค้ามหาศาล

- กลุ่มฮิสแปนิก มีแนวโน้มการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพมากในตลาดสหรัฐฯ ในอนาคตผู้บริโภคกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจึงควรให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้

- กลุ่มสัตว์เลี้ยง จากแนวโน้มการดูแลสัตว์เลี้ยงของผู้บริโภคในปัจจุบัน จะดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นคนในครอบครัว รวมทั้ง คนเริ่มมีครอบครัวลดลงจึงหันมาเลี้ยงสัตว์เป็นเพื่อนคลายเหงาเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมกลุ่มนี้เติบโตได้เป็นอย่างดี

- กลุ่มรักสิ่งแวดล้อม เทรนด์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งเติบโตอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง แม้ว่ากลุ่มผู้บริโภคจะยังไม่โตมากนัก แต่กระแสการลดโลกร้อน การลดขยะ และการใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็ยังมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องแนวโน้มในอนาคต ธุรกิจและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับECO จะยังเติบโตได้ดีอาทิการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สินค้าออร์แกนิก

  • สินค้า/ธุรกิจที่เกี่ยวกับสุขภาพ จากการใส่ใจสุขภาพร่างกาย ในกลุ่มผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย อาทิ บริการสุขภาพด้านความงามผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสินค้าออร์แกนิกผลิตภัณฑ์ความงามเพื่อการชะลอวัยสปา
  • สินค้า/ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มคาดว่าจะยังคงเติบโต โดยเฉพาะธุรกิจที่มีแนวคิดในการตอบสนองวิถีคนเมืองที่นิยมความรวดเร็ว สะดวกสบาย มีเวลาจำกัด แต่ยังต้องการสินค้าและบริการที่ดีมีคุณภาพสำหรับการบริโภค รวมถึงการให้บริการที่สอดรับกับพฤติกรรมการใช้เวลากับสังคมออนไลน์มากขึ้น อาทิ Meal kit บริการจัดส่งอาหาร
  • ธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์ อุตสาหกรรมแอนิเมชันและเกมเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกระแสนิยมในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ซึ่งบุคลากรของไทยมีทักษะความเชี่ยวชาญระดับสูงในด้านเทคนิคและฝีมือการผลิต ชิ้นงานที่ประณีต รวมทั้งราคาที่สามารถแข่งขันได้ ดิจิทัลคอนเทนต์ประเภท แอนิเมชั่นจึงยังมีโอกาสสามารถสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น

แผนการส่งเสริมธุรกิจบริการในปี 61

  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ที่มาจากภาคบริการ 8.42 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 58.6 มีการจ้างงานมากกว่าภาคเกษตรและอุตสาหกรรมรวมกัน กรมได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการผลักดันการส่งออกธุรกิจบริการออกเป็น 4 ด้านคือ
  1. เร่งรัดขยายตลาดธุรกิจบริการเชิงรุก
  2. ส่งเสริมการใช้งานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีในการให้บริการ
  3. สร้างนักรบบริการ 4.0
  4. ส่งเสริมการรวมกลุ่มคลัสเตอร์และคลัสเตอร์บริการใหม่ๆ

โดยมุ่งเน้นธุรกิจบริการศักยภาพ 4 กลุ่มคือ ธุรกิจ Wellness & Medical Services(สปา/โรงพยาบาล/คลินิกเฉพาะทาง/ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ), ธุรกิจ Creative Economy(ดิจิทัลคอนเทนท์ อาทิ เกมส์แอนิเมชั่น ภาพยนตร์ ซอฟท์แวร์ โฆษณา) ธุรกิจ Institutional Services & Trade Supporting Services(บริหารโรงแรม บริหารการจัดงาน การศึกษา รับเหมาก่อสร้างและตกแต่งภายใน สิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์) และธุรกิจ Trade Logisticsโดยมีเป้าหมาย/ กลยุทธ์/กิจกรรมที่จะดำเนินการในปี 61 สำคัญๆ

สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศและแนวทางผลักดันการส่งออกปี 2561
สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศและแนวทางผลักดันการส่งออกปี 2561
สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศและแนวทางผลักดันการส่งออกปี 2561

แนวทางการผลักดันและส่งเสริมธุรกิจ e-Commerce ในปี 61

  • ดำเนินโครงการพาณิชย์ดิจิทัลเพื่อพัฒนาและส่งเสริม SMEs สู่สากล (Cross Bordere-Commerce Promotion)ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ
  1. พัฒนาตลาดดิจิทัลและระบบนิเวศเพื่อส่งเสริม SMEs สู่สากล

- Thaitrade.com ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งาน และพฤติกรรมการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ

- เร่งประชาสัมพันธ์เว็บไซต์Thaitrade.com ให้เป็นที่รู้จักเวทีโลก

- การพัฒนาการศักยภาพผู้ประกอบการโครงการ Smart Online SMEs (S.O.S)

  1. ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศผ่านพาณิชย์ดิจิทัล

- เจาะตลาดออนไลน์ในจีนผ่านเว็บไซต์Thaitrade.com โดยร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้าน e-Commerce ชั้นนำของจีน อาทิ Alibaba.com, Tmall.com, JD.com

- ขยายลู่ทางและโอกาสทางการค้าแก่ผู้ประกอบการไทยผ่านช่องทางการค้าออนไลน์ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร อาทิ Amazon.com, eBay,GmarketAfrica.comผ่านกิจกรรม Cross Border e-Commerce Solutions & Business Matching

- ยกระดับความร่วมมือเครือข่ายพันธมิตร e-Commerce Enabler สู่สากล โดยสร้างและขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่เป็นกลุ่มผู้ให้บริการเพื่อพัฒนาธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ได้พบปะผู้ประกอบการในระบบ e-Commerce Ecosystem ชั้นนำในตลาดโลก

- โครงการ S.O.S+ (Smart Online SMEs Plus) เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยที่มีความรู้ด้านการค้าออนไลน์ในเบื้องต้นให้สามารถสร้างมูลค่าการค้าออนไลน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม บูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร และผู้นำด้าน e-Commerce ชั้นนำระดับโลกทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค

  1. ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภายใต้คณะกรรมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศจัดทำร่างแผนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (ปี 2560-2564) โดยมีเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ มูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยเพิ่มขึ้นเท่าตัวภายใน 5 ปี ผ่านการขับเคลื่อนของยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ประกอบด้วย

       ยุทธศาสตร์ที่ 1 : เสริมสร้างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการ

       ยุทธศาสตร์ที่ 2 : เสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำ e-Commerce และอำนวยความสะดวกทางการค้าสู่สากล

       ยุทธศาสตร์ที่ 3 : เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพปัจจัยสนับสนุน

       ยุทธศาสตร์ที่ 4 : สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อและผู้ขาย

ทั้งนี้ อยู่ระหว่างเสนอร่างแผนดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี

โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Pro-active)

(ระยะที่ 1) ปีงบประมาณ 2556 – 2558 และ (ระยะที่ 2) ปีงบประมาณ 2559 – 2561

  • การดำเนินการโครงการในภาพรวมตั้งแต่เริ่มโครงการ SMEs Pro-active จนถึงปัจจุบัน (เดือน ต.ค. 60)  ได้สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทยไปแล้ว 3,961 ราย ให้เข้าร่วมกิจกรรมงานแสดงสินค้าและเดินทางไปเจรจาธุรกิจในต่างประเทศ 810 กิจกรรม  โดยก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการส่งออกรวมกว่า 440.05 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 14,587 ล้านบาท
  • โครงการSMEs Pro-active ระยะที่ 2 (ปีงบประมาณ 2559 - 2561)
     

ประเด็นในการหารือกับทูตพาณิชย์ ที่จะมีการประชุมในช่วง ก.พ.

  • กรมกำหนดจัดการประชุมร่วมกับ ผอ.สคต. ในช่วงการจัดงานBGJF วันที่ 19 ก.พ. 61

        - รับมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานจากรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อผลักดันการส่งออกให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

        - การปรับรูปแบบการทำงานของ ผอ.สคต. โดยปรับการทำงานเสมือนเป็นภาคเอกชน เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ เน้นการทำงานทุกอย่างเป็นเชิงรุกมากขึ้น ต้องเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการส่งออกให้กับประเทศ

        - ติดตามความคืบหน้าการใช้นโยบายยุทธศาสตร์หุ้นส่วนเศรษฐกิจ (Strategic Partnership) เพื่อเปิดตลาดการค้า การลงทุนกับประเทศคู่ค้า ร่วมมือทำแผนการค้าการลงทุนอย่างไรให้ไปสู่เป้าหมาย

        - ประเมินสถานการณ์การส่งออกในภาพรวมของปี 61

        - ร่วมกันกำหนดเป้าหมายตัวเลขการส่งออกและวางแผนผลักดันการส่งออกของปี 61 เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายพัฒนาประเทศไทยแลนด์ 4.0 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาล